Home Photo

Home Photo
Happy New Year 2019

สวัสดีปีใหม่ค่ะ
กว่าจะมาสวัสดีได้ก็ผ่านไปถึง 15 วันแล้ว
เวลาผ่านไปรวดเร็วเหลือเกิน
แต่เราก็ยังมีอีก 11 เดือนครึ่งที่เหลืออยู่ให้ได้ทำอะไร ๆอย่างที่ใจปรารถนา
ขอส่งความรู้สึกดี ๆ ส่งแรงกายและแรงใจ และความเบิกบานเป็นสุขถึงเพื่อนอ่านทุกคนค่ะ

ลงภาพวาดหมายเลข 5 ซึ่งเป็นภาพเล็กหรือภาพลองวาดในกระทู้ "บทกวีบนแคนวาส"แล้วนะคะ

จัสมิน
15 มกราคม 2562


แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องสั้น Short Fiction แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องสั้น Short Fiction แสดงบทความทั้งหมด

6.2.56

ทิศทางและจุดสังเกต / In the wood


"ที่ ๆ เราเจอไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันเจาะจง คุณว่ายังงั้นมั้ยคะ"
"เรื่องบังเอิญที่ประทับใจมักถูกเรียกเป็นอย่างอื่น"

"แน่ใจเหรอคะว่าไปทางนี้" เธอถามคนกำลังขับรถ
"แน่ใจไม่มีพลาด"
"แต่ปากทางมันมีต้นยางนาใหญ้ใหญ่อยู่นะคะ"
"ผมไม่ลืมว่าผู้หญิงมักมีปัญหาเรื่องทิศทาง"

"ก็จริง คืนก่อนดูสารคดีเกี่ยวกับเรื่องนี้ 
เค้าว่าผู้ชายแม่นทิศทาง แต่ผู้หญิงไปถึงจุดหมายเพราะช่างสังเกต 
แล้วตอนนี้ความช่างสังเกตของผู้หญิงกำลังบอกว่า
เราหลงแล้วค่ะ"
"ไม่ใช่แน่ นั่งสบาย ๆ ชมวิวไปนะครับ"

"นั่นไง ทางแยกเล็ก ๆ เรามาถึงแล้ว" เขาประกาศ
"ใช่ มันเป็นทางแยกเล็ก ๆ แต่ไม่ใช่ทางแยกเล็ก ๆ เดียวกัน
ทางแยกนั่นจะมีพุ่มไม้ออกลูกเล็ก ๆ สีแดงเป็นดงเลย"

"ละเอียดไปมั้ย เชื่อเถอะ
เราจอดรถไว้ที่นี่แล้วเดินขึ้นไปอย่างคราวก่อนนะ" 
เขายิ้มอย่างสดชื่น
เธอไม่ขัดใจคนกำลังรู้สึกดี สองตาบันทึกภาพจำ

"ป่าโปร่งนี่ทึบขึ้นทุกที" เธอพึมพำ
"อีกนิดน่า คุณรู้นี่นาว่าต้นไม้มันโตเร็วขนาดไหน"

"มันไม่โตเร็วขนาดนี้แน่ ๆ" เธอมองไปข้างหน้า
"เห็นมั้ยคะทางตันแล้ว แล้วโน่นก็มีถ้ำด้วย โอ้ยขนลุก กลับกันเถอะนะคะ"

"ใช่ ที่ ๆ เราจะไปไม่มีถ้ำ" เขาเห็นพ้อง

"ทีนี้เลี้ยวขวา" เขาจับจูงเธอไว้
"เราต้องเลี้ยวซ้าย ตรงนั้นมีจอมปลวก"

"เชื่อผมเถอะ เลี้ยวสุดท้ายเราเลี้ยวซ้าย ตอนกลับต้องเลี้ยวขวา"
"ไม่ใช่ค่ะ จอมปลวกอยู่ตรงนี้ เราต้องเลี้ยวตรงนี้"

"คุณรู้มั้ย เราอาจหลงป่า เดินอยู่ในเขาวงกตนี่จนมืดค่ำ"
"รู้ค่ะ เพราะฉะนั้นคุณต้องเชื่อฉันนะคะ เราต้องรีบแล้วค่ะ เดี๋ยวแสงเปลี่ยน"

"เห็นมั้ยคะ แสงบนพื้นเริ่มเยอะขึ้นแล้ว"
"นั่นไงต้นไม้เท่าแขนที่ไขว้กันเป็นตัวเอ็กซ์"
"ท่อนไม้ แล้วก็ต้นคลุมดินดอกสีม่วง"
เธอปล่อยมือเขาออกวิ่งแล้วมองลงไป
"ไชโย้ ฉันเห็นรถแล้วค่ะ"

ในรถ
"เราจะหาที่นั่นเจอมั้ยนะ" เขาเปรย
"ถ้าเราหายางนาต้นนั้นเจอ เราก็จะไปถึง"

"สวยมากนะครับที่นั่น ถึงยังไงเราก็ต้องออกจากถนนสายนี้กลับไปที่ถนนสายหลัก"
"พอคุณพาเราไปถึงที่นั่นแล้ว ฉันจะมองหาต้นยางนา"


*



21.1.56

คุณจะถือร่มให้ฉันไหม 2 / Will you hold my umbrella ? 2

ตอน 2 ฉุกเฉิน / Emergency Call



ใกล้ยูเทอร์นเข้าไปทีละนิด ๆ ๆ
ฉันมองฝ่าสายฝนหนาหนักไปฝั่งตรงข้าม
ซุปเปอร์มาร์เก็ตอยู่ใกล้แค่นี้แต่เหมือนฝันอันแสนไกล
โอ๊ะนั่น ! นายคนนั้นเพื่อนบ้านผู้แปลกแยกนี่นา
เขาเรียกน้องสาวคนเดียวว่ายัยบ๊อง
ยัยบ๊องเพื่อนฉัน หาแนวร่วมระหว่างมื้ออาหารแสนอร่อย
ที่สมควรเก็บปากเก็บคำไว้เคี้ยวอย่างเดียว
หล่อนกลับแกล้งทำคำหล่น หลุดปากเรียกฉันว่ายัยโบ๊ะ !
ฉันรู้แหล่งที่มาทันที
ยกย่องกันไม่เบา ให้ฉันได้เป็นทั้งโก๊ะและบ๊อง

อย่ารู้เลยนะว่าจากวินาทีนั้นฉันเรียกเขาว่าอะไร
เขาน่ะเหรอ ได้ยินเต็มสองหูทีเดียว
ปลายวันหยุดเดือนมกรา หมาของฉันหลุดออกไปเจอเขาจูงหมาออกมาพอดี
มันพุ่งเข้าใส่ 
ฉันร้องเรียกเขาด้วยสมญาที่ตั้งให้
หลุดปากเรียกออกไปโดยไม่รู้ตัว
ไม่รู้ตัวจริง ๆ

"หลุดปาก"เป็นลักษณะกริยาหนึ่งของมนุษย์ที่ไม่อาจระบุได้ชัดเจนว่า เป็นคุณหรือเป็นโทษ

"คราวหน้าเรียกหมานะครับ" เขาบอกหลังปล่อยให้หมาเล่นสู้กันพอหอมปากหอมคอ


เขามีรถไว้จอด ถ้าใครถาม เขาคงบอกว่าลดภาวะโลกร้อน
เขา เดินไปตามถนนอย่างสบายในวันฝนตกหนัก ไม่มีร่ม ไม่มีเสื้อกันฝน
คงจะไปซื้อของเข้าบ้านเหมือนฉัน
ฉันมองรถติดเป็นแถวข้างหน้า สังเวชตัวเองที่ติดแหง่กอยู่ในรถ
จะเป็นเรื่องน่าเศร้าถ้าฉันไปถึงทีหลังคนที่เดินอยู่ฝั่งโน้น

โอ้ ฉันมาถึงก่อนเขา ก็มัวแต่ทอดน่องอยู่นี่
รถที่จอดอยู่ใกล้ตัวตึกกำลังออกพอดี ฉันรีบเข้าไปจ่อ
อย่างน้อยตัวฉันก็ยังแห้ง ส่วนเขาเปียกโชก


ที่ ๆ รถจอดห่างจากตัวตึกประมาณยี่สิบเมตร
ฉันเปิดประตูหน้าแล้วเปิดประตูหลังเพื่อหยิบร่ม
เมื่อเช้า น้อง ๆ ที่ติดรถไปโรงเรียนคงหยิบขึ้นไปวางไว้ข้างหลัง

ลมแรงกลายเป็นพายุ ฉันหลับหูหลับตาคว้าร่มแล้วล็อครถ
ลมยื้อร่มของฉันแทบหลุดมือ ฉันไม่ยอมปล่อย สู้ยิบตา
ฉันกางร่มได้ ฉันทำสำเร็จ !

แต่แล้วลมก็ทำร่มทรงดอกไม้คว่ำเป็นดอกไม้หงายบานแฉ่งลู่ลม
ฉันยังไม่ยอมแพ้ จะสู้ให้ถึงที่สุด
"ให้ผมช่วยมั้ยครับ" เสียงเขาผู้มีสมญานาม
ฉันส่ายหัว "ไม่ต้องค่ะ" ฉันเปล่งเสียงสู้เสียงลมฝน
แต่เขาก็ช่วยอยู่ดี
ร่มกลับมาอยู่ในรูปทรงปกติแล้ว
ฉันเกร็งแขนสู้ลมแรงจนเจ็บ
เขายังไม่แยกไป ฉันถามเขาว่า "คุณจะถือร่มให้ฉันไหม"
เขารับร่มไป หุบมัน แต่ยังคงถือไว้
"อย่ากางร่มในวันลมแรง"
ฉันไม่ปริปาก
"แผนดี ๆ มีไว้ให้ล้มเลิกเมื่อฟ้าฝนไม่เป็นใจ"
"อะไรนะคะ"
"เปียกแล้วจะหยิบร่มทำไม ถ้ารีบวิ่งเข้าไปจะเปียกน้อยกว่านี้มาก"
"นั่นซี" ฉันหัวเราะตัวเองอย่างกลั้นไม่อยู่ทำเขาหัวเราะไปด้วย


ระหว่างจับจ่าย "คุณมีรถไว้จอด"
"บรรเทาอาการโลกไข้ขึ้นครับ"
นั่นไงว่าแล้ว ...
"มีไว้ไม่ขับ" 
"เผื่อยายเป็นอะไรดึก ๆ"
"อ๋อ ไว้ใช้ยามฉุกเฉิน"
"ครับ เผื่อฉุกเฉิน"


แล้วเรื่องฉุกเฉินก็เกิดขึ้นกลางดึกคืนนั้น
เขาไข้ขึ้นสูง หอบ หายใจไม่ออก คนที่บ้านที่มียาย แม่ และน้อง ไม่มีใครขับรถเป็นสักคน
ยัยบ๊องโทร.หาฉันให้ช่วยขับรถพาพี่ชายไปโรงพยาบาล
ฉันกระโดดแต่งตัว
.. แล้วคว้าร่ม


*

 

17.1.56

คุณจะถือร่มให้ฉันไหม 1 / Will you hold my umbrella? 1

ตอน 1

ร่ม / Umbrella




ปลายตุลา ฉันรู้สึกเหมือนกรุงเทพมีสามฤดู  คือฤดูฝน ฤดูฝนมาก และฤดูฝนมากที่สุด
ฝนตกไม่หยุดหย่อน ว่างเว้นเล็กน้อยอย่างไร้รูปแบบ
นักเตรียมการอย่างฉันจึงพกร่มติดตัว


ร่มไม่ได้ทำให้ฉันหงุดหงิด
ฉันหงุดหงิดเพราะต้องใช้ร่ม มันเป็นกระบวนการที่ยุ่งยาก
อย่างวันนี้ฝนกำลังตก รถกำลังติด และฉันคนขับได้แต่นั่งบ่นบ้าอยู่ในใจ
วันนี้เดดไลน์ต้องแวะซื้อของกลับเข้าบ้าน 
สิ่งต้องทำในอดีตที่ฝากไว้กับอนาคต
ในวันที่ฝนตกและลมแรง


เอ้ เอารายการของต้องซื้อมาด้วยรึเปล่านะ
คว้ากระเป๋ามาเปิดดู นั่นไง ทำรายการซะดิบดีและแล้วก็ทิ้งไว้ที่ออฟฟิซนั่นละ


ฉันมองไปที่ป้ายซุปเปอร์มาร์เก็ตที่ฉันจับจ่ายซื้อของเป็นประจำ
มันอยู่ที่นั่นแต่ฉันไปไม่ถึง ไปไม่ถึง ไปไม่ถึง
เสียงนั้นสะท้อนก้องอยู่ในหัวของฉัน
ไม่ถึง ... ไม่ถึง ... ไม่ถึง


เอาละ รถติดเครื่องที่จอดอยู่กำลังจะได้เคลื่อนที่ ค่อยยังชั่วหน่อย
ฉันต้องขับรถผ่านจุดหมายปลายทางที่อยู่ฝั่งตรงข้ามไปอีกไกลทีเดียว
โอย ยูเทอร์นนี้มันไกลมาก และฉันก็ยังไม่ได้ผ่านเป้าหมายเลย
ฝนหนาเม็ดขึ้นทุกทีและลมก็แรงขึ้น ฉันเอี้ยวตัวดูเบาะหลัง
ร่ม ! ร่มอยู่ไหน !


ที่นี้ยุ่งละ ฉันขลุกขลักอยู่ในรถ กวาดตามองไปทั่ว
ไม่มี !

แทบจะโขกหัวกับพวงมาลัย แค่แทบเท่านั้นนะ
ช่างมัน ! วันนี้จะยอมเปียก !
ก็มันจำเป็นนี่นา
ดีละ ไม่ต้องกางร่มสู้ลมแรง


รถข้างหน้าโน้นเริ่มเคลื่อน
รถคันหน้าออกตัวแล้วหยุดกึก ฉันเบรค เกือบไป
เสียงบางอย่างกระทบขอบกระจกหลังแล้วกลิ้งมากระทบขอบเบาะ
ฉันหันไปยืดตัวชะเง้อมอง
ร่มอยู่นั่นเอง
ต้องให้ปลงซะก่อนถึงปรากฏ 
ร่มนะร่ม


*
จบตอนหนึ่ง
                  




30.8.55

สิ่งที่เชื่อมโยง Fragments of our song



  1.

"มีกี่คนในโลกได้ทำสิ่งที่ตัวเองรัก"

"เป็นคนต้องทำงาน ต้องอยู่ให้รอด ต้องอยู่ให้ได้ ต้องอยู่ให้ดี ความฝันกินไม่ได้
ใคร ๆ ว่ายังงั้น เราก็เป็นไป ด้วยการไปเป็น ... อะไรบางอย่าง
ดูแลความจริง ละเลยความฝัน"

"ละเลยไม่ใช่ละทิ้ง"

"ผมอยากจดจ่ออยู่กับมัน"

"ถ้าคุณมีเวลา คุณจะทำอะไรเป็นสิ่งแรก"

"ลงมือ ตอนนี้ชิ้นส่วนยังไม่ปะติดปะต่อ"

"ไม่ห่วงเลย ชิ้นส่วนที่ไม่ปะติดปะต่อพวกนั้นมาจากคน ๆ เดียว เมื่อมาจากคน ๆ เดียว มันย่อมเชื่อมโยง"


2.


"ว่าวตัวสวยนั่นไม่น่าติดอยู่บนเสาไฟฟ้า"

"แล้วมันควรติดอยู่ที่ไหนล่ะครับ" เขาอยากระเบิดหัวเราะ "ที่ต้นไม้จะดีกว่ามั้ย"

"มันน่าจะติดอยู่กับเชือกป่านที่ม้วนอยู่กับกระป๋องในมือเด็กคนนึง"

"มันเป็นว่าวธรรมดาที่คุณเห็นว่ามันสวยเป็นพิเศษ"

"ว่าวสีสดใส เหมาะจะใช้ตกแต่งระเบียง"

"ไม่ใช่ว่าวตัวนี้นะ"

"โอ ไม่หรอกค่ะ ว่าวตัวนี้เป็นของเสาต้นนี้ไปแล้ว คุณว่าเจ้าของจะเอามันลงมาได้มั้ยคะ"

"ว่าวและเจ้าของมีชะตากรรมเป็นของตัวเอง"

"บังเอิญซะจริงที่มาเห็น"

"บังเอิญจนเหมือนจงใจ"

"อะไรนะคะ"

"ผมได้เห็นฟ้า คุณมองว่าว คุณเห็นท้องฟ้าหรือเปล่า"

"เมื่อกี้ไม่เห็น แต่ตอนนี้เห็นแล้ว"


3.


"ของฝาก" เขาส่งห่อกระดาษเล็กเท่าปลายนิ้วโป้งให้เธอ

แววตาเธอบอกเขาว่าอยากฟังเรื่องเล่า

"ที่หมู่เกาะ เราพบเกาะเล็กมากเกาะนึง
มันดึงดูดผม ผมขอให้แวะ
แปลกนะ ไม่มีต้นไม้เลยซักต้น ตอนเจอแดดเปรี้ยงเลย
ไม่มีใครลงไปกับผม ผมไปกับเด็กลูกเรือ
คุณเชื่อมั้ย เกาะนี้เป็นเกาะสีม่วง
เปลือกหอยเล็ก ๆ สีม่วงอ่อนแก่ไม่เท่ากันปกคลุมหนาจนแทบไม่เห็นทราย
   ผมไม่เคยเก็บของพวกนี้แต่อยากให้คุณเห็น
เปลือกมันบางมาก ผมหยิบเบา ๆ เอากระดาษห่อไว้
เปิดดูอีกครั้ง มันก็ไม่ใช่เปลือกหอยเล็ก ๆ อีกต่อไป"

เธอค่อย ๆ แง้มดู
เม็ดทรายละเอียดเกือบเหมือนผงฝุ่นสีม่วงจางอยู่ในห่อนั้น
เธอเงยหน้ามองเขาแล้วยิ้ม
"ถ้าเป็นเม็ดทราย มันก็เป็นทรายละเอียดที่สุดเท่าที่เคยเห็น
ถ้าเป็นฝุ่นผง มันก็เป็นฝุ่นผงที่มีสีสวยที่สุด"

"คุณไม่ไปหามัน ผมเลยพามันมาหาคุณ"

"เรื่องเล่านี้น่ารัก ฉันจะไม่ลืมความรู้สึกตอนฟังเรื่องเล่านี้เลย"

"ความรู้สึกนี้มีชื่อมั้ยครับ"

เธอยิ้ม ปล่อยเวลาผ่าน เธออยากฟังเขา

"ก็แค่เรื่องเล่าอีกเรื่องนึงจากผม บวกความคิดถึง
ไม่ก็ในทางกลับกัน"


*

"จะมีซักกี่คนกันคะที่ได้ทำสิ่งที่อยากทำ"

"คนที่ทำสิ่งไม่อยากทำ มักพบบางสิ่งที่อยากทำในระหว่างทาง"

"งั้นคนที่ทำสิ่งที่อยากทำ ก็ต้องพบสิ่งที่ไม่อยากทำด้วยเหมือนกัน"

"เข้าใจได้เร็ว"

"คุณว่าเราจะปะติดปะต่อสิ่งที่อยากทำและไม่อยากทำเข้าด้วยกันยังไง
มันจะเชื่อมโยงกันมั้ยนะ"

"เมื่อมาจากคน ๆ เดียว ชิ้นส่วนเหล่านั้นย่อมเชื่อมโยง ใครพูดไว้ครับ"




*





23.8.55

เชิญลม Let the fresh air in


1.

ยามสายวันนี้พายุก่อตัวอย่างรวดเร็ว
เสียงหน้าต่างบ้านใกล้ ๆ กระแทกแรง ๆ แล้วเงียบลง

 ใครสักคนปิดมันแล้ว

แต่ไม่ใช่ที่นี่
ชายหนุ่มในห้องเย็นเยียบเดินไปเปิดหน้าต่าง 
หยิบรีโมทคอนโทรล ปิดเครื่องปรับอากาศแล้วนั่งลง
นอกจากผ้าม่านแล้ว สิ่งอื่นที่ปลิวได้ เขาก็ปล่อยให้มันปลิว
พายุขับไล่ความอบอับออกไปทางหน้าต่างอีกด้านหนึ่ง
อากาศที่เข้ามาจะใหม่อยู่ได้สักพัก
ในห้องที่ทึบทึม


2.

ความตื่นเต้นเล็ก ๆ น้อย ๆ สร้างชีวิตชีวาในวันน่าเบื่อที่เขาเหนื่อยหน่าย
พายุหอบกลิ่นบุหรี่ที่หมักหมมในห้องออกไป
พัดผ่านเส้นผม ใบหน้า ร่างกาย
เขารู้สึกสดชื่นที่พายุเคลื่อนไหวเข้ามาในห้องที่ไม่เคลื่อนไหว
ห้องที่ทึบทึม


3.

พายุมา แล้วพายุก็ไป พายุหอบเมฆไปด้วย
ทิ้งอากาศใหม่ไว้ในห้อง
ฟ้าเปิด เขาลุกขึ้น ก้มลงเก็บกระดาษเกลื่อนกล่นบนพื้น
เหลือบมองใบไม้แห้งที่พายุพาเข้ามา
ปิดหน้าต่าง
หยิบรีโมทคอนโทรล
เปิดเครื่องปรับอากาศ
แล้วนั่งลงในห้องทึบทึม
ที่ไม่อบอับอีกต่อไป


เสียงบ้านข้าง ๆ เปิดหน้าต่าง
เขาหัวเราะหึ ๆ





*


19.8.55

เฟื่องฟ้าสีชมพู ประตูสีขาว / Which side of the door


เสียงกระดิ่งบนเสาข้างประตูรั้วสีฟ้าดังขึ้น
ที่จริงมันไม่ใช่กระดิ่งหรอก แต่เป็นกระดึงผูกคอวัวของชนเผ่านูบาในอัฟริกา
ของตกทอดของบ้านถูกเก็บไว้นานปีจนเธอนำมันมาใช้
เสียงของมันกังวาน ทุ้มลุ่มลึกแตกต่างจากกริ่งไฟฟ้าเพราะน้ำหนักของมัน


เสียงกระดิ่งวันนี้ดังเพียงสองครั้ง
เสียงเบา ๆ ก้องสะท้อนแทรกความเงียบสงบยามเช้า
เธอลืมตาตื่น เสียงคุ้นหูที่เจนใจ
เธอขับไล่ความงัวเงีย ลุกขึ้นคว้าเสื้อคลุมมาสวม เนื้อผ้านุ่มกร่อนบางเพราะเป็นตัวโปรด
ก้าวเท้ารวดเร็วลงบันได เธอเปิดประตูออกมาหยุดรอที่ระเบียง

เขา เดินสบาย ๆ อย่างคนคุ้นเคยกับสถานที่
ส่งรอยยิ้มในแววตามาถึงก่อน รอยยิ้มที่มาพร้อมเงาจาง ๆ ของความเศร้า
"ยังเช้ามาก ผมจะคอย" เขานั่งลงบนเก้าอี้ตัวเดิมที่เคยนั่ง
นอกจากระเบียงนี้ เขาไปทุกที่ในสวน แต่ไม่เคยเข้าไปในบ้าน


"คุณจำได้ คุณจำได้ คุณจำได้"
เธอกล่าวเสียงใสเมื่อกลับออกมา
"จำได้ ? "
"คุณจำได้ ฉันรู้ คุณมาเพราะคุณจำได้"
เขานิ่ง
"เดือนนี้ วันฝนปรอย คุณอยู่ที่นั่น ฉันอยู่ที่นี่"
"ผมอยู่ที่ไหน"
"คุณเดินทางมากจนคุณเองก็จำได้ไม่หมด"
"เรา จดจำช่วงเวลา ไม่ใช่วันเวลา"
"ความรู้สึกในช่วงเวลา เพิ่งนึกถึงเรื่องนี้เมื่อสองคืนก่อน ตอนที่ดูหิ่งห้อย"
"ทิงเกอร์ เบลล์ บอกคุณอย่างที่บอกปีเตอร์แพนหรือเปล่าครับ"
"คิดถึงสิ่งดี ๆ แล้วเธอจะบินได้" เธอยิ้ม "ทิงก์ไม่ได้บอกโดยตรงหรอกค่ะ
แต่คืนนั้น ความคิดก็พาบินไปไกล"
"คุณอยากให้ผมอยู่ที่ไหน ผมก็อยู่ที่นั่น"
"ตอนนี้ คุณก็อยู่ที่นี่แล้ว"


ตรงที่เขาสองคนนั่งอยู่ไม่เห็นประตูสีฟ้าหรอก
อันที่จริงด้านในของประตูเป็นสีขาวเหมือนตัวบ้าน
คนที่อยู่ข้างนอกเท่านั้นที่จะเห็นประตูสีฟ้า
ไม่ใช่คนที่อยู่ข้างใน


กิ่งเฟื่องฟ้ายื่นช่อดอกสีชมพูเหมือนหมู่เด็ก ๆ กระโดดขึ้น ๆ ลง ๆ ดีอกดีใจอยากร่วมวงสนทนา
แต่พวกมันคงต้องรอ
สายลม แสงแดดอ่อน ต้นไม้ดอกใบและริ้วน้ำร่วมกันบรรเลงเพลงผิวแผ่ว


ขนมปังปิ้ง ไข่ดาว กาแฟดำสำหรับเขา กาแฟใส่นมสำหรับเธอ
มื้อเช้าผ่านไปเงียบ ๆ
บทสนทนา บางครั้งเกิดขึ้นในความเงียบ


"ยังวาดรูปอยู่มั้ยครับ"
เธอพยักหน้า
"ยังอ่านหนังสือ ไปบ้านริมแม่น้ำ คุยกับคนโง่บนภูเขา"
เธอพยักหน้า
"ยังมองฟ้าอยู่"
"ค่ะ ฉันยังมองฟ้า แต่ไม่ได้มองตลอดเวลา เดี๋ยวหกล้ม" เธอหัวเราะ
"ยังเป็นคุณของผมอยู่หรือเปล่า"

เธอนิ่ง เขามอง

เสียงสะอื้น มันมาจากเธอหรือเขากันแน่
ไม่ใช่หรอก ทั้งสองไม่อยากร้องไห้ให้กันและกันเห็น
ต่างคน ไม่อยากทำให้อีกคนใจเสียเพราะตัวเองเสียใจ
ที่จริงไม่มีเสียงสะอื้นหรอก
ตะไคร่คงไปติดอยู่ในเครื่องทำน้ำผุดอีกแล้ว


เขายังรอฟัง 
เธอจะพูดสิ่งที่เธอคิดไหมนะ
เธอพูด
"โลกไม่ได้ชอบใครเป็นพิเศษ มีแต่คนที่รักโลกเป็นพิเศษเท่านั้น ที่จะรู้สึกว่า เขาเป็นคนพิเศษของโลก"

เขานิ่งฟัง
"เราเป็นยังไง ก็มักคิดว่าคนอื่นเป็นยังงั้น"
"นานทีก็อยากได้ยิน"
"ไม่ใช่คุณนี่คะที่บอกฉันว่า คำพูดไม่สำคัญเท่าสิ่งที่ทำ"
"ไม่ใช่ผม ไม่มีอะไรสำคัญกว่าอะไร นอกจากผลของมัน"

สายลมโชยผ่าน เสียงเขาบอกเธอเบา ๆ ว่า
"ผมจะไม่ถามคุณอีก ไว้ให้คุณบอกเองดีกว่านะ"
เธอยิ้ม 

เขาลุกขึ้น เธอลุกตาม
ทั้งสองเดินไปด้วยกันในสวน
"บางทีเราจะพบพันธุ์ไม้ใหม่ ๆที่สายลมเอามาฝาก" เสียงเธอสดชื่น
"ผมจำได้นะ"
เธอหยุดเดิน เงยหน้ามองเขา
"ฉันรู้ คุณจำได้"


ประตูสีฟ้า หรือประตูสีขาว ไม่ใช่ประเด็น
ประเด็นอยู่ที่ คนมองอยู่ที่ด้านไหนของประตู


Pink Bougainvillea and the blue door


*





9.8.55

ประตูสีฟ้า เฟื่องฟ้าสีชมพู Pink Bougainvillea and The Blue Door


หลังประตูสีฟ้า เฟื่องฟ้าชูช่อชมพูสะพรั่ง
จากระเบียงบ้านยามค่ำ เธอเฝ้ามองหมู่หิ่งห้อยนับร้อยบินอยู่รอบต้นลำพูริมน้ำ
ลำพูต้นเดียวในอาณาบริเวณที่คาดไม่ถึง
ที่นี่เป็นดินแดนสุขสงบของหิ่งห้อย
ในสายตาคนเฝ้ามอง ทิงเกอร์เบลล์อาจโผบินอยู่ท่ามกลางแสงวิบวับที่เจิดจ้าในคืนมืด


นอกประตูสีฟ้าที่มีเฟื่องฟ้าสีชมพู
มีไม่กี่คนที่รู้  คนที่รู้ก็มีไม่กี่คนที่สนใจ
มีไม่กี่คนที่เชื่อว่าที่นี่มีหิ่งห้อย 
นำแสงกระพริบระยิบระยับเหมือนแสงดาวฤกษ์มาที่ต้นลำพู
หลังประตูสีฟ้าบานนั้น

แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นของผู้เฝ้ามอง มันไม่สำคัญเลย

วันหน้าเนิ่นนานหลังจากนี้ ภาพที่กำลังมองอยู่อาจเลือนราง
เช่นเดียวกับภาพใบหน้าของผู้คนในชีวิตตั้งแต่เกิดมาลืมตาดูโลก
เช่นรายละเอียดที่หายไปจากใบหน้าเหล่านั้น
เช่นการหายไปของบางเหตุการณ์ที่เคยคิดว่าสำคัญ
เช่นเรื่องราวในหนังสือบางเล่มที่ลืมเลือน
แท้จริง สิ่งที่ทำให้จดจำได้ก็คือบางความรู้สึกที่ประทับล้ำลึกสุดใจ
สะท้อนภาพผู้คน เหตุการณ์ เรื่องราว ถ้อยคำ ที่ตราตรึง


เวลาคิดถึงแม่ หัวใจก็พอง ความรักเดิม ๆ เต็มปรี่
ความพองฟูของหัวใจกลบกลืนความโหวงเหวงในอกของลูกไม่มีแม่ในวันนี้
แต่ยังมีบางวันที่หลุดปากพึมพัมออกมาว่า ความคิดถึงนี่มันฆ่าคนได้
นี่ละความจริง


ความจริง นิ่งสงบอยู่ในตัวของมันเอง
ไม่มีท่าทีใด ๆ ไม่มีบทพิสูจน์
ผู้ครอบครองต่างหากที่ส่งเสียง
บางคนตะโกน บางคนพูด บางคนเขียน

ความจริงไม่ต่อว่า ไม่ห้าม ไม่ยุยง
เช่นเดียวกับผู้ให้ความเคารพต่อความจริง
ต่อความรู้สึกที่เกิดขี้นเมื่อเฝ้ามองฝูงหิ่งห้อย
ส่งแสงวิบวับอยู่รอบ ๆ ลำพูต้นนั้น 
ด้วยความเงียบ
หลังประตูสีฟ้าที่มีเฟื่องฟ้าสีชมพู





*
ทิงเกอร์ เบลล์ เป็นตัวละครใน บทละคร ปีเตอร์แพน เขียนโดย เจ.เอ็ม.แบร์รี่ ในปีค.ศ.1904
บทพูดที่จดจำได้คือ "คิดถึงสิ่งดี ๆ ซี แล้วเธอจะบินได้"

การนิ่งมองหิ่งห้อย ไม่ได้ทำให้บินได้
กระนั้น ความคิดในระหว่างนั้น ก็โผบินไปด้วยความเร็วที่เร็วกว่าการเดินทางของแสง
ความนิ่งสงบให้อิสรภาพต่อความคิด
เสมอ

*





17.11.54

คนตัวเล็กๆ One Little Woman


photo by Laura Monahan
ผู้หญิง ตัวเล็กคนนั้นชื่อระวี เธอลุกขึ้นจากที่นอนก่อนระวีบนฟ้าจะปรากฏ คนตัวเล็กๆเลี้ยงลูกสองคนมาลำพังกว่ายี่สิบปี สามีโดนรถกระบะชนตายขณะนั่งซ้อนมอเตอร์ไซด์รับจ้าง เขากระเด็นไปชนตึกแถว รุนแรงจนสมองเละ
หลังงานศพ เธอนิ่งมองลูกสาวเล็กๆสองคนอยู่นานนับชั่วโมง แล้วเธอก็หยุดร้องไห้
*
ระ วีมีแม่เป็นอัมพฤกษ์ ลูกสาวโตขึ้นเป็นสองสาวสวย คนโตกำลังจะจบปริญญาตรี คนเล็กอยู่ปีสอง ลูกคือชีวิตจิตใจของระวี ทั้งสองเปรียบเสมือนเหรียญรางวัลที่ระวีกลัดไว้บนอกไม่ว่าในยามหลับ หรือตื่น แต่เข็มกลัดก็คือเข็มกลัด มันทำให้เธอเจ็บ บางครั้งเลือดไหล บางครั้งกลัดหนอง บางครั้งไม่มีทั้งเลือดทั้งหนอง ที่แน่ๆเข็มกลัดเกียรติยศที่แสดงออกซึ่งความภาคภูมิใจจนเรียกได้ว่าหยิ่งยะโสของคนเป็นแม่ก็ทำให้เธอปวดแปลบอยู่เกือบตลอดเวลา ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
ความสวยสดของลูกเหมือนดูดกลืนไปจากแม่ ระวีผอมเกร็ง ใบหน้าซีดเผือด แต่เธอมีท่าทีกระฉับกระเฉง กระตือรือร้นในการงาน ต้องเป็นผู้สังเกตการณ์ระดับเยี่ยมยอดเท่านั้นถึงจะรู้ว่าเธออ่อนล้ากับงานแม่บ้านเพียงใด งานซักรีด กวาดถูล้างขัดและทำกับข้าวสามมื้อ ความซ้ำซากเหนื่อยหน่ายแทะกินระวีไปทีละเล็กละน้อย
วันนี้ ระวีขอกลับบ้านสองชั่วโมงก่อนเลิกงาน ลูกสาวคนเล็กใฝ่ฝันอยากเป็นนักลีลาศระดับชาติ ค่าเรียนลีลาศเพื่อให้ลูกสาวไปถึงฝัน ระวีไม่กล้าจดลงในสมุดบัญชี
เธอจ้ำอ้าวแล้วออกวิ่งทันเหยียบบันไดหลังของรถสองแถว ห้อยต่องแต่งเสี่ยงชีวิตอยู่ชั่วขณะก็ตั้งหลักได้ โชคดีที่ทันรถคันนี้ จะมีเวลาเพิ่มสักหน่อยเพื่อจะแต่งตัวให้สวย ไม่ให้ลูกสาวได้อาย นึกถึงเสื้อใหม่ราคาร้อยเก้าสิบเก้าสีชมพูหม่นกับกระโปรงสีดำตัวที่ดีที่สุดที่นายหญิงให้มา เธอคงจะดูดีพอใช้ อย่างไรก็ดีกว่าเสื้อผ้าที่ใส่อยู่ ผ้าถุงกับเสื้อเก่าๆตัวนี้ ระวีไม่คิดจะตัดชุดใหม่ เธอทุ่มเทเงินสี่พันลงไปสำหรับเสื้อใช้แข่งลีลาศระดับมหาวิทยาลัยของลูกสาว
เสียงแจ๋นดังเข้าหู แม่ ไม่ต้องห่วงหรอก แม่ไม่สบาย ชั้นจะ พาแม่ไปหาหมอ ขออย่างเดียว ไม่สบายเมื่อไหร่ ช่วยบอกเร็วๆหน่อย เข้าใจมั้ยแม่ ไม่ใช่ปล่อยไว้ยังงี้เธอ เหลือบมองคนพูด หญิงวัยกลางคนพูดกับหญิงชราที่นั่งติดกับเธอ เมื่อเธอแก่ เธอจะไม่ตกอยู่ในสภาพเดียวกับหญิงชรา ลูกสาวที่จะเป็นนักลีลาศระดับชาติอาจเป็นถึงแชมป์โลก เธอจะไม่ต้องขึ้นรถสองแถวทั้งๆที่เจ็บป่วย คนเราทำมายังไงก็ได้ยังงั้น ถ้าหญิงชราทำทุกอย่างเพื่อลูกเหมือนอย่างเธอ ก็คงไม่ลงเอยแบบนี้ เธอขยับตัวออกมาไม่ให้แขนแนบชิด
ชั้นไม่ได้เป็นโรคติดต่อหรอกหญิงชราพูด คนเป็นลูกสาวตวัดตาเขียวมาที่เธอ ระวีเมินมองไปนอกรถ
ถึงแฟลตที่อยู่ เธอสาวเท้าก้าวเร็วๆตรงไปขึ้นบันได ใจเธอเดินหน้ารวดเร็วกว่าร่างกาย เธอเห็นตัวเองอาบน้ำเสร็จแล้วกำลังจะแต่งหน้าแต่งตัว เธอไขกุญแจประตูห้อง แม่ที่เป็นอัมพฤกษ์ถูกขังอยู่ในห้องเท่ารูหนูจากเช้าจนค่ำเกือบทุกวัน แม้แต่ตอนปิดเทอม ลูกสาวคนโตจะออกไปทำงานเป็นพนักงานขายที่ห้างสรรพสินค้า หาเงินซื้อเสื้อผ้าและของแต่งตัวที่เธออยากได้ ลูกสาวคนเล็กต้องไปฝึกซ้อมลีลาศ ระวีเตือนตัวเองว่าเธอควรหาข้าวให้แม่กินก่อนทำอย่างอื่น
ประตูเปิด แม่คว่ำหน้าอยู่ระหว่างเก้าอี้เข็นกับเตียง เธอถลาเข้าไปประคองแม่ที่นอนอยู่ในสภาพผักอย่างที่ลูกสาวคนเล็กเรียก สีหน้าแม่บิดเบี้ยวเมื่อพยายามจะพูด ไม่เป็นไรแม่ เธอทั้งยกทั้งดึงแม่ขึ้นบนเตียง หิวยังแม่ ชั้นจะหาให้กิน อันที่จริงของกินก็ทำไว้แล้วตอนเช้า แต่ถ้าใครกลับเร็ว แม่ก็จะได้กินอาหารอุ่นๆ
แม่จำได้ใช่มั้ย ค่ำนี้หลานลงแข่งลีลาศ ชั้นต้องรีบ
หญิงชรายกมือที่ยังยกได้โบกไล่ เป็นที่รู้กันว่าความหวังของครอบครัวอยู่ที่ไหน

ลูกสาวคนที่ลงแข่งลีลาศปิดหน้าร้องไห้อยู่ในรถแท็กซี่ เธอไม่เข้ารอบ ความหวังครั้งนี้หายไป เงินจำนวนไม่น้อยก็หายไปด้วย ไม่เป็นไร คนเราล้มเหลวได้ทุกคน ลูกต้องเข้มแข็ง
แล้วทำไมไอ้คนที่ได้มันไม่ล้มเหลวเหมือนหนูล่ะแม่ แข่งทีไรมันชนะทุกที
ต้องมีวันของเราซักวัน
เนี้ย เพราะหนูไม่ได้ศึกษาเหมือนอย่างพวกมัน รู้มั้ยแม่ เนี้ย พวกมันดูวีดิโอแข่งระดับโลกกันเอาเป็นเอาตาย แล้วหนูล่ะ คอมก็มีตัวเดียว พี่เค้าเอาแต่ทำรายงาน หนูแทบไม่ได้ใช้
ระวียกมือแอบปาดน้ำตา
พี่เค้ากำลังจะจบ ต้องทำวิทยานิพนธ์ เอาเถอะ แล้วแม่จะเก็บเงินซื้อให้หนูเครื่องนึง
จริงนะแม่ลูกสาวหยุดร้องไห้เหมือนปิดสวิทช์
ลูกเอ้ยลูกเธอยกมือขึ้นลูบหัวลูก ไม่ได้เห็นแววตาเวทนากึ่งดูแคลนของคนขับแท็กซี่ที่มองผ่านกระจกมองหลังมาที่เธอ
*
ลูกสาวคนโตสะสวยกว่าลูกคนเล็ก แม่จ๋า งานที่หนูติดต่อไว้น่ะ เงินเดือนนิดเดียว สี่พันห้าเอง น้อยกว่าแม่ตั้งเยอะ
ก็ทำไปเถอะลูก กว่าแม่จะได้เงินเดือนหมื่นสอง แม่ก็เริ่มมาจากสองสามพัน
แม่ส่งหนูเรียนแทบตาย แล้วได้เงินเดือนแค่เนี้ยเธอเบะปาก งี้หนูไปเป็นแม่บ้านอย่างแม่ไม่ดีกว่าเหรอจ้ะ
ระวีตาโต หัวใจเหมือนถูกปลิด อย่าพูดยังงั้นนะลูก พูดได้ยังไง อยากจะฆ่าแม่เหรอ แม่ทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้ลูกเป็นเหมือนอย่างแม่ แม่ไม่มีทางเลือก แต่ลูกมี
ทางเลือก ที่จริงหนูก็มีทางเลือกอยู่มั่งหรอก ไว้ให้หนูคิดดูก่อนแล้วจะบอกแม่นะ
ลูกสาวคนโตเลือกทางของเธอและจากไปทำสิ่งดีๆให้กับโลก กินอยู่ฟรี มีอนาคต แต่ไม่มีเงินเดือน อย่างน้อยเธอก็ได้ทำสิ่งที่เธออยากทำ จากนี้เธอจะได้อยู่อย่างชิดใกล้กับชายคนรัก
สิ่งเดียวที่ได้มาเมื่อลูกสาวคนโตจากไปคือพื้นที่ใช้สอยในห้องแคบๆเพิ่มขึ้น ห้องที่เป็นของเธออย่างแท้จริงตราบเท่าที่ยังจ่ายค่าเช่า
*
ลูกสาวคนเล็กพาเพื่อนชายมาที่ห้องไม่ใช่เพราะอยากให้ยายกับแม่รู้จัก แต่เพราะเขาตะโกนใส่หน้าเธอว่า ทำไมผมไปบ้านเธอไม่ได้ อยู่กับผู้ชายเหรอไงบทพิสูจน์ที่ต้องพิสูจน์
หลัง พบหน้ายายและแม่ เขาก็นั่งนิ่งอย่างอึดอัด ระวีทำกับข้าวที่ระเบียงเล็กข้างหลัง ไม่งั้นกลิ่นอาหารจะอบอวลจับตัวเป็นน้ำมันอยู่ในห้องที่ใช้เป็นทั้งห้องนั่งเล่น ห้องทำงาน ห้องรับแขกและห้องนอน เธอน่าจะชวนเพื่อนของลูกกินข้าวเย็น ระวีเปิดประตูไม้อัดบวมเปื่อยเข้ามาในห้อง
เธอยืนตัวแข็งฟังลูกสาวพูดกับเพื่อนชาย
เนี้ย พูดทำมาย รู้ละๆ เค้าฝึกเต้นแทบเป็นแทบตายไม่ใช่เพราะจะไปให้พ้นๆหรอกเหรอ
ยายส่งเสียงร้องตกๆหล่นๆอยู่บนเตียง
ระวีถอยกลับออกไป ค่อยๆตักกับข้าวใส่จานอย่างเงียบๆ



*


"คนตัวเล็กๆ"ต่างกับสองเรื่องแรกอย่างสิ้นเชิง ถ้าอยากอ่านตามลิงก์ข้างล่างนี้ไปเลยค่ะ
"แสงแดดในห้องใต้หลังคา" http://jasminemoment.blogspot.com/2011/08/beautiful-soul.html
"บนจุดตัดของเส้นรุ้งเส้นแวงสองเส้นนั้น" http://jasminemoment.blogspot.com/2011/09/blog-post_16.html

16.9.54

บนจุดตัดของเส้นรุ้งเส้นแวงสองเส้นนั้น


Etsy's

จู่ๆประตูห้องเย็นโลกก็เปิดขึ้นอย่างกระทันหันในวันที่ 28 มีนาคม พุทธศักราช 2553 ลมหนาวส่งความเย็นเยือกโลมไล้ ต้นไม้ในสวนดูเริงรื่นไม่ต่างไปจากเธอ หญิงสาวในชุดฤดูร้อนทำจากผ้าป่านบางเบาลายดอกเล็กๆ ดวงอาทิตย์ช่วยบ่งบอกทิศทางที่มาของกระแสลม ลมเย็นจากตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ใช่ลมเหนือ ทุกอย่างดูกลับตาลปัตรไปหมด ลมอาคเนย์หนาวเยือกในเดือนมีนาคมทั้งๆเมืองหลวงร้อนไม่ผิดเตาอบมาเกือบทั้งเดือน
ดวงตาสาธารณะตัดสินว่าสิ่งห่อหุ้มร่างที่ประกอบไปด้วยเลือดเนื้อและอวัยวะทั้งสามสิบสองของเธอ สูงกว่ามาตรฐาน
สิ่งสมมุติที่คนหมู่มากเห็นพ้องยอมรับกำหนดมาตรฐานในโลกแห่งสิ่งสมมุติที่พวกเขาเรียกว่าความจริง นั่นไม่ใช่ปัญหาแม้เธอเป็นคนหนึ่งในกลุ่มผู้ไม่เห็นด้วย เธอเห็นว่าสิ่งห่อหุ้มเปลี่ยนแปลงและเสื่อมถอยอยู่ทุกวินาที หากสิ่งที่อยู่ข้างในกลับเติบโตผ่านการเรียนรู้และประสบการณ์อยู่ทุกช่วงขณะเวลา
สิ่งที่ไม่ปรากฏต่อสายตา ควรค่าแก่การมอง และ เห็น
ไม่สำคัญหรอกว่าอะไรอยู่ข้างหน้า ข้างหลัง ข้างบนหรือข้างล่าง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือสิ่งที่อยู่ข้างใน
สิ่งที่อยู่ข้างในคือ ความรัก
บนจุดตัดของหนึ่งเส้นรุ้งและหนึ่งเส้นแวงที่เฉพาะเจาะจง สิ่งไม่มีตัวตนหนึ่งกำลังออกเดินทาง ขณะสิ่งไม่มีตัวตนสองก็มุ่งหน้ามาเช่นกัน
ไม่มีกระเป๋าเดินทาง ไม่มีการโดยสารรถทัวร์ รถไฟหรือเครื่องบิน สิ่งนี้เดินทางโดยไม่ต้องใช้เงิน ไม่ต้องตีตั๋ว เดินทางเร็วกว่าเสียง ไม่มีแสงวาบส่งสัญญาณเตือนก่อนเสียงกัมปนาทข่มขวัญเช่นฟ้าผ่า บางสิ่งยิ่งใหญ่ไม่เคยส่งเสียง ความมหัศจรรย์ที่ไม่เกี่ยวกับสารเคมี
เธอรู้ดีว่าภายในสมองของคนเรามีเพียงสารเคมีและประจุไฟฟ้า ดังนั้นเธอจึงสรุปว่าสิ่งไม่มีตัวตนที่หยั่งรากและเจริญเติบโตอยู่ภายในตัวเธอนี้ไม่ได้มีแหล่งกำเนิดจากสมอง แต่ถึงจะใช่ก็ไม่เป็นไร
เธอกระโดดคว้าขนนกสีขาวบางๆเบาๆในสายลม
ฉันคิดถึงคุณ
ดีที่มีใครให้คิดถึง ดีที่ใครคนนั้นก็คิดถึงเธอด้วย การมีใครให้คิดถึงทำให้เธอมีความสุข แต่ความคิดถึงบางครั้งก็เจ็บปวด
เวลานี้ ความคิดถึงทำให้เธอเจ็บปวด
เธอเหลือบเห็นโฮเรซ กวีชาวโรมันจากศตวรรษที่แปดรอเธออยู่จึงรีบก้าวเดินไปหา หวังว่าเขาคงไม่ได้รอนานเกินไป ไม่สมควรเลยที่ให้ท่านผู้อาวุโสต้องรอ เธอทักทายเขาแล้วนั่งลงบนเก้าอี้ในสวน
คาร์เพ่ เดียม คาร์เพ่ เวียม ฉวยวันนี้เอาไว้ ฉวยเส้นทางเอาไว้ โฮเรซกล่าวประโยคเก่าแก่ คนฟังนึกถึงครูจอห์น คีทติ้ง แสดงโดยโรบิน วิลเลี่ยมส์ ในหนังเรื่อง เดด โพเอ็ดส์ โซไซเอ็ดตี้ ที่ติดอันดับหนึ่งในร้อยหนังยอดเยี่ยม
ค่ะ ฉันจำได้ขึ้นใจ เธอบอกเขาอย่างวางใจ
เธอคิดว่ามันเหมาะสมสำหรับวัยวันของเธอไหม
ฉันคว้าวันนี้เอาไว้เช่นเดียวกับสิ่งนี้ เธอแบมือให้เขาเห็นขนนก ขนนกปลิวหลุด เธอรีบคว้าไว้
ระวังหน่อยหญิงสาว อย่าปล่อยให้วันนี้หลุดมือไป รอยยิ้มของเขาอ่อนโยน
ค่ะ ฉันมีวันนี้อยู่ในมือแล้ว แต่ไม่รู้ว่าจะเลือกทำอะไรในเวลาและสถานการณ์ที่แตกต่างนี้ เธอนิ่งไปสักพักก็ส่ายหัว ไม่ คำถามนี้คลุมเคลือเกินไป
แต่โฮเรซไม่รู้สึกอย่างนั้น ไม่มีอะไรต้องกลัว ทุกสิ่งที่เดินทางมาถึงคือโอกาส รับเอาไว้ เขาว่า
เธอก้มมองขนนกในมือ
"อย่ายอมจำนนต่อสถานการณ์ปฏิปักษ์ ความรัก ความใฝ่ฝันเป็นหัวใจของความหวัง อย่าสงสัยตนเอง ใครสร้างมันขึ้นมา คนนั้นจงทำลายมันเสีย
ฉันเอง
ในช่วงสั้น ๆที่เราสนทนากัน เวลาผู้ขี้อิจฉาก็โบยบินไปแล้ว
ฉันเถียงไม่ได้เลย เธอพึมพำ
เห็นถนนนั่นไหม ติดตามถนนนั้นไป ฉวยเส้นทางเอาไว้ คาร์เพ่ เวียม โฮเรซกล่าวอย่างเคร่งรึม
โลกแปลกขึ้นทุกวัน แม้การไล่เรียงตามกาลของฤดูดอกไม้บานยังเปลี่ยนไป ในช่วงคาบเกี่ยวระหว่างปลายกุมภาต้นมีนา ดอกตะแบกสีม่วงแก่อ่อนบานพรูแข่งกับดอกคูนสีเหลืองทอง ไม่ผิดกับนางงามเข้าคิวรอการปรากฏตัวบนแคทวอร์ค แต่ทันใดทางเดินอีกด้านก็ถูกเปิดออกและสาวงามที่ชื่อชัยพฤกษ์ก็ถูกดึงตัวไปตรงนั้นเพื่อย่างเท้าก้าวเดินไปพร้อมกับเธออีกคน ความงามของทั้งสองไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันแม้การเบ่งบานพร้อมกันจะทำให้ลานตา
ความงดงามที่ลานตา
เช้านั้น ... ถนนสายเดียวดายเปล่งประกายใต้แดดสาย การเดินทางส่งคำเชื้อเชิญมาอย่างหนักแน่น นอกหน้าต่าง ลมเช้าโชยอ่อนๆคงเพราะยังนอนไม่เต็มตา ฝักคูนสีน้ำตาลดำจึงได้แต่ปรบมือเปาะแปะๆ ลมน่าจะพัดแรงกว่านี้ ฝักคูณจะได้ปรบมือดังๆให้กับการตัดสินใจของเธอ
ความรักฟื้นตื่นตั้งแต่วันนั้น ปลายฝนต้นหนาวที่ผ่านไป วันนั้นกุหลาบพวงนิวดอร์น คลี่แย้มรับอรุณใหม่ เธอหลับใหลผ่านหนึ่งนิรันดร เนิ่นนานเพียงพอแล้ว ถึงเวลาลืมตาสู่วันสดใสในโลกใบใหม่สักที
โลกใบใหม่ที่มีเขา
พระอาทิตย์ยามสายสอดแสงผ่านหน้าต่างเข้ามาในห้อง ทอแสงสีทองประกายแสดลงบนกระเป๋าเดินทางสีองอ่อนบนตู้ขาว
กระเป๋าอยู่บนนั้นเนิ่นนาน สะอาเอี่ยมเพราะถูกเช็ดถูอยู่บ่อยๆ
เธอยกกระเป๋ามาวางบนเตียง หรือที่เป็นอยู่นี้ก็ดีแล้ว
ดีที่สุดหรือเปล่า สิ่งสำคัญที่สุดคืออะไรเสียงโฮเรซแว่วมา
ฉันเห็นเขาทุกเช้าที่ตื่นมา เธอพูดขณะพับกางเกงยีนส์วางลงไปที่ก้นกระเป๋า
งั้นเขาคือสิ่งสำคัญสิ่งแรก
เธอพับกระโปรงลงวางซ้อน ฉันอยากเห็นเขาจริงๆ ฉันต้องไปเยี่ยมเขา เธอหยิบเสื้อยืดสามตัววางลงไป เสื้อตัวเล็กๆสีขาวที่เขาชอบ
เสียงเพลงแจ๊สจากโทรศัพท์มือถือดังขึ้น เธอหยิบมันจากข้างหมอน ยิ้มและบอกโฮเรซว่า พูดถึงก็โทร.มา
สวัสดีครับ ความตื่นเต้นส่วนตัวทำให้เธอได้ยินแต่เสียงโดยไม่ได้ยินความอ่อนแรงของมัน
ฉันกำลังจะไปเยี่ยมคุณ นานเจ็ดเดือนแล้วที่เราไม่พบกัน
อย่ามา เสียงเขาตกใจ อย่ามานะ
ทำไมล่ะคะ ฉันนึกว่าคุณจะดีใจซะอีก เธอพูดเสียงเบา หัวใจพองโตเมื่อครู่ผ่อเหลือเล็กนิดเดียว แต่ใจยังอยู่ ใจไม่ได้หายไปแม้ใจหาย
ผมคิดถึงคุณมาก ยิ่งเวลานี้ ยิ่งอยากให้คุณมาอยู่ใกล้ๆ ... แต่อย่าเลย เธอได้ยินเสียงเขาทอดถอนใจ
เธอใจเสีย หน้าเสีย ประกายตะวันในดวงตาหายไปแล้ว ทำไมล่ะคะ ก็คุณอยากให้ฉันอยู่ที่นั่นกับคุณไม่ใช่เหรอคะ
ความเป็นคนกำลังหายไปครับ เขากล่าวเสียงเรียบ
ความเป็นคน ... เธอกล่าวอย่างงุนงง คุณพูดถึงใครคะ คงไม่ได้หมายถึงคุณนะ หัวใจฝ่อๆเต้นแรง
ผมยังสงสัย
รักษาความเป็นคนไว้ให้ฉันนะคะ ฉันกำลังจะไปหาคุณ
ไม่! ผมไม่ให้คุณเดินทางครับ ผมไม่ยอม อย่ามา เขาเน้นทุกถ้อยคำ
กดปุ่มปิดสัญญาณแล้วเธอบอกโฮเรซ เขาไม่ให้ฉันไปเธอใช้นิ้วชี้ปาดน้ำตา ขอสักสองสามหยดเถอะ
ความโศกเศร้าที่เงียบงันช่างสวยงาม
น้ำตาเป็นของหัวใจ มันน่าจะอยู่ข้างในมากกว่าข้างนอก เธอเชิดหน้าขึ้น
เธอทำถูกแล้วหญิงสาว
สายตาเธอเต็มไปด้วยคำถาม
ความกลัวที่ดี มีค่ากว่าคำแนะนำที่ดีโฮเรซสรุป
เธอตวัดสายตามองโฮเรซ ยังไงคะ ก็ฉันพยายามฉวยวันนี้เอาไว้ไงล่ะคะ ความผิดหวังยังคุกรุ่น
เธอฉวยวันนี้ไว้ได้แล้ว ความคิดถึงยังไม่อยากจากเธอไป พูดจบเขาก็หายไป
เป็นอีกวันที่ถนนฉวยความเดียวดายที่จำเป็นในชั่วขณะเวลาไว้ได้ เช่นเดียวกับกระเป๋าดินทางสีตองอ่อนใบนั้น มันได้กลับไปอยู่บนตู้ขาวที่เคยคุ้น
เธอเปิดสมุดบันทึก แล้วเขียนลงไปว่า ...
17 พฤษภาคม 2553 ฉันไปหาคุณไม่ได้ คุณไม่ให้ไป บ้านเมืองลุกเป็นไฟ เสียงปืน เสียงระเบิด ความเจ็บปวด ความตาย ความแตกแยก
ฉันคิดถึงคุณเหลือเกิน
เธอวางขนนกสีขาวลงบนหน้ากระดาษแล้วปิดสมุดบันทึก
บนจุดตัดของหนึ่งเส้นรุ้งและหนึ่งเส้นแวงที่เฉพาะเจาะจง สิ่งไม่มีตัวตนหนึ่งกำลังออกเดินทาง ขณะสิ่งไม่มีตัวตนสองก็มุ่งหน้ามาเช่นกัน




22.8.54

แสงแดดในห้องใต้หลังคา Beautiful Soul




ที่บ้านเก่าแก่ในกรุงสต็อคโฮล์ม ฉัน เด็กหญิงผอมบางอายุสิบเอ็ดโปรดปรานห้องใต้หลังคาและชอบใช้เวลาอยู่ที่นั่น ห้องมีอาณาเขตเท่ากับห้องข้างล่างทุกห้องรวมกัน มันจึงเป็นห้องกว้างที่สุด มีหน้าต่างกระจกสองบาน บานหนึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกและอีกบานอยู่ทางทิศตะวันตก ห้องนี้จึงรับแสงแดดทั้งตอนเช้าและตอนบ่าย
ผ่านหน้าต่างทิศตะวันออก ฉันชอบเฝ้ามองหงส์ดำและหงส์ขาวในทะเลสาบ พวกมันลอยนิ่งๆดูสง่างามอยู่บนผิวน้ำ แต่เวลาหงส์ขึ้นมาเดินบนบก พวกมันก็ไม่ต่างไปจากห่านเลยสักนิด
ภาพสะท้อนเงาท้องฟ้าบนผิวน้ำ ฉันจินตนาการว่าท้องฟ้ากำลังส่องกระจก ท้องฟ้าเปลี่ยนไปทุกครั้งเมื่อฉันมอง ถ้าขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ภาพที่ฉันเห็นจะเปลี่ยนไปชั่วกาล
ห้องนี้ก็เหมือนกัน มันจะเปลี่ยนไปถ้าไม่มีกี่ทอผ้าโบราณขนาดใหญ่และม้ายาวทำจากไม้อยู่กลางห้อง ในห้องกว้างไม่มีสิ่งอื่นใดนอกจากกี่ทอผ้าและม้านั่ง
สุดความยาวห้อง ผ่านหน้าต่างทางทิศตะวันตกที่ฉันไม่ยอมเข้าใกล้ ฉันเห็นหลังคาโบสถ์ เห็นหน้าต่างชั้นบนสุดที่เป็นกระจกสีมีลวดลาย แสงส่องผ่านกระจกสีนี้ไปทอลายอยู่บนพื้นกลางโบสถ์
เสียงเดินขึ้นบันได เสียงชายกระโปรงสะบัด เธอมาแล้ว สุภาพสตรีในชุดดำ อิงก้าผู้มีผมสีทองและดวงตาสีฟ้าสด
เด็กน้อย เมื่อไหร่เธอจะยอมไปยืนที่หน้าต่างนั้นซะที ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอก ไม่มีซากศพลุกขึ้นจากหลุม พวกเขาไปเฝ้าพระผู้เป็นเจ้าแล้ว
ไม่ หนูไม่อยากเห็นสุสาน ไม่อยากเห็นไม้กางเขน หนูไม่อยากนึกถึงร่างที่นอนอยู่ใต้นั้น
ที่นั่นสวยงามสุขสงบ เธอชอบดอกไม้ไม่ใช่หรือ มีดอกไม้มากมายที่นั่น
ฉันส่ายหัว ไม่ค่ะ มีดอกไม้เยอะแยะในเมือง
เธอหัวเราะเบาๆ นั่งลงที่หน้ากี่ทอผ้าแล้วเริ่มทอ ทอโดยไม่มีด้ายสักเส้น เป็นเรื่องประหลาด ฉันถึงกับเคยคิดว่าสุภาพสตรีวัยใกล้สามสิบคนนี้หนีมาจากโรงพยาบาลบ้า แต่นานเข้าฉันก็คุ้นกับการทอผ้าในแบบของเธอ
แดดเช้าสาดส่องเข้ามาในห้อง จับใบหน้าซีกหนึ่งของสุภาพสตรีในชุดดำสว่างเรืองรอง ผมสีทองรับประกายแดด แก้วตาสีฟ้าจัดเจิดจ้าเหมือนสีท้องฟ้าครามในยามเย็น
แต่ใบหน้าอีกซีกหนึ่งเป็นเงาดำๆ ฉาบเคลือบเหมือนหน้ากาก เหมือนหุ่น เหมือนรูปปั้น เหมือนคนตายซาก ทุกสิ่งที่เกี่ยวกับเธอช่างแปลกประหลาด
ถึงวันนี้ คุณทอผ้าล่องหนสำหรับพระราชาได้กี่หลาแล้วคะ ฉันแสร้งตีสีหน้าเคร่งขรึม มันเป็นเรื่องตลกระหว่างเรา
เธอหัวเราะ หันมามองฉันด้วยประกายตาสดใส คงมีเพียงเราสองคนเท่านั้นที่หัวเราะ ฉันไม่แน่ใจว่าคนอื่นจะคิดว่ามันตลกหรือเปล่าเพราะฉันไม่เคยเล่าเรื่องตลกนี้ให้ใครฟัง
เธอหันกลับไปทอผ้าที่ไม่มีเส้นด้าย
ฉันลงนั่งบนพื้นไม้เย็น ๆ ไม่ไกลจากเธอนัก เราพบกันทุกวัน แล้วทุกวันหนูก็อยากถามว่า คุณทอผ้าทำไม
เธอหยุดแล้วหันหน้ามามองฉันอย่างเมตตา เพราะฉันสวยงามเมื่อนั่งทอผ้าอยู่บนม้าไม้ตัวนี้ ฉันสวยงามเมื่อทำสิ่งที่มีประโยชน์ในทางใดทางหนึ่ง
คุณสวยไม่ว่าอยู่ที่ไหน จริงๆนะคะ แต่หนูสงสัยว่ามันมีประโยชน์ยังไง ฉันมองกี่ทอผ้าที่ไม่หยุดเคลื่อนไหว มันไม่หยุดเพราะเธอไม่หยุด
เธอนิ่งเหม่อ ฉันคอย เธอคงกำลังทบทวนบางสิ่งขณะฉันอยากให้เธอคิดได้ว่ามันไม่มีประโยชน์อะไร ฉันอยากให้เธอเลิกทอผ้าที่มองไม่เห็นเสียที
ฉันหยุดคิดเมื่อเธอพูด ฉันทอผ้าให้ทหารในกองทัพ ฉันทอผ้าห่ม ทอผ้าขนสัตว์สำหรับทำเสื้อคลุมกันหนาว ฤดูหนาวกำลังจะมาถึง เธอก็รู้ดีว่าอากาศแถบนี้หนาวเย็นแค่ไหน ทหารพวกนั้นต้องเดินทางฝ่าหิมะ เหน็บหนาวตัวแข็งแทบขาดใจ ... เธอหยุด เสียงแหบพร่าขึ้นทุกขณะ
เธอสะอื้นแต่ไม่มีน้ำตาสักหยด เธอไม่ร้องไห้ ได้แต่หายใจลึกๆ เหมือนเธอกลืนความเศร้ากลับลงไปในท้อง แต่ความเศร้าคงก้อนใหญ่เกินไป เธอทำไม่สำเร็จ เธอยกมือขึ้นปิดหน้าและซบลงกับขอบกี่ทอผ้า เธอพยายามร้องไห้เหมือนไม่ได้ร้องไห้ด้วยการไม่เปล่งเสียง
ฉันยืนตัวแข็ง ไม่รู้ว่าควรทำอะไร พูดอะไร เด็กๆไม่รู้หรอกว่าความอยากรู้อยากเห็นของเราจะทำให้ผู้ใหญ่คนหนึ่งเสียใจมากขนาดนี้
สัญชาตญาณพาฉันเข้าไปหาเธอ อิงก้า หนูขอโทษที่ทำให้คุณร้องไห้ หนูเสียใจจริงๆ เธอเงยหน้าดึงฉันเข้าไปกอดแน่นๆแล้วก็ดันออก มองหน้าและดวงตาเปียกชื้นของฉันด้วยดวงตาโศกที่เปียกชุ่มของเธอ
เด็กน้อย ความเศร้านี้เป็นของฉัน ไม่ใช่ของเธอ อย่าแบกรับมันไว้ หัวใจเล็กๆของเธอยังอ่อนเยาว์ และไหล่ของเด็กๆก็ไม่กว้างและแข็งแรงพอที่จะรับความทุกข์ของโลก เสียงเบาปลอบประโลม แต่รอยย่นที่หัวคิ้วบอกฉันว่าเธอจริงจังแค่ไหน
หนูรู้ แต่หนูอาจช่วยคุณได้ อิงก้า ทำไมคุณถูกใช้ให้ทอผ้าสำหรับทหารทั้งกองทัพ พวกเขารบกันที่ไหนหรือคะ
นาร์วา...
อิงก้ามองเหม่อ เธอคงเห็นภาพบางภาพในอากาศ ฉัน ก็เหมือนกับผู้หญิงส่วนใหญ่ในประเทศนี้ เราต่างเฝ้าทอผ้าให้ทหารทั้งกองทัพ เพื่อจะแน่ใจได้ว่า ไม่มีทหารแม้แต่คนเดียวต้องเหน็บหนาวอยู่ท่ามกลางหิมะหนาๆ เราไม่ยอมให้ทหารบาดเจ็บแม้เพียงคนเดียวต้องสั่นระริกหนาวจนขาดใจอยู่ในเสื้อผ้าขาดๆ”
เธอผ่อนลมหายใจให้เสียงสะอื้นได้เล็ดรอดออกมา “เพราะทหารคนเดียวคนนั้นอาจเป็นคนที่เรารัก หัวใจฉันสะท้านอยู่ในอุณหภูมิลบยี่สิบกว่าองศากับพวกเขา หัวใจของฉันติดตามคนที่ฉันรักไปตั้งแต่วันที่เขาออกเดินทาง
โออิงก้า มิน่าคุณถึงได้โศกเศร้าแล้วก็เอาแต่ทอผ้า
กอดฉันไว้ เธอวิงวอน
ฉันทำเช่นนั้น
กอดฉันไว้ ถึงอ้อมแขนเธอไม่อาจโอบรัดรอบตัวฉัน กอดฉันแน่นๆแม้อ้อมกอดเธอจะไม่แข็งแกร่งเท่าอ้อมกอดเขาผู้ไม่กลับมา
ฉันกอดเธอแน่นที่สุดเท่าที่จะแน่นได้ แล้วความเจ็บปวดที่เงียบกริบ ที่ไม่มีวันจะส่งเสียงก็กอดเราไว้อีกที
ฉันไม่รู้ทำไมถึงรักอิงก้ามากๆ รู้แต่ว่ารัก ต้องเป็นความรักของเธอแน่ๆที่ทำให้ฉันรักเธอ สุภาพสตรีในชุดดำคือแหล่งกำเนิดของความรัก
จากห้องใต้หลังคา คุณทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่
เธอเข้าใจผิดแล้วเด็กน้อย ฉันไม่ได้ทอผ้าเพื่อทหารทั้งกองทัพ ฉันทำเพื่อคนๆเดียว คนที่ฉันรัก
ฉันนิ่งเงียบ รอเธออธิบายให้ฉันเข้าใจ
บางคนทำสิ่งใหญ่ๆเพื่อคนตัวเล็กๆหลายๆคน บางคนทำสิ่งยิ่งใหญ่เพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่เช่นทำเพื่อประเทศ แต่ฉันทำสิ่งเล็กๆเพื่อคนตัวเล็กๆเพียงคนเดียว นั่นละ สิ่งที่ฉันทำ
แค่ทอผ้าห่มหนึ่งผืน กับอีกหนึ่งผืนสำหรับเย็บเสื้อคลุมกันหนาวของคนที่คุณรัก แต่นี่คุณทอผ้าให้ทหารทั้งกองทัพ
เธอพยักหน้าช้าๆ ใช่ เช่นเดียวกับผู้หญิงคนอื่นๆ ที่แน่ๆ ฉันรู้ว่าสิ่งเล็กน้อยที่เราทำเพื่อคนตัวเล็กๆเพียงคนเดียว ยิ่งใหญ่อยู่ในตัวของมันเอง
เสียงนาฬิกาโบราณเรือนใหญ่ในห้องชั้นล่างตีสิบสองครั้งบอกเวลาเที่ยงวัน หมดเวลาของเราแล้ว ฉันจำคำพูดของอิงก้าได้ขึ้นใจ สิ่งเล็กน้อยที่เด็กหญิงอายุสิบเอ็ดได้รับจากเธอ มีความหมายต่อฉัน อิงก้าทำกับฉันเหมือนที่ทำกับผู้ใหญ่คนหนึ่ง มันสำคัญต่อฉันมาก
ฉันมองไปที่หน้าต่างด้านตะวันตก สักวันฉันจะเข้าไปยืนจนชิดขณะอิงก้าชี้ที่พักอาศัยของเธอ ฉันจะเอาชนะความกลัวยิ่งใหญ่เพื่อความรักที่ฉันมีต่ออิงก้า
~
ฉันเปิดประตูหน้าบ้าน ถลาสู่ความหนาวเยือกปลายฤดูใบไม้ร่วงในสวน เสียงบานประตูกระแทกดังลั่นตามหลัง ทั้งที่รู้ว่าอยู่ในสายตาของแม่แต่ฉันก็เตะใบไม้แห้งกระจุยกระจาย ฉันปิดหน้าร้องไห้ แล้วเตะใบไม้ แล้วร้องไห้ แม่จะปล่อยฉันสักพัก เมื่ออารมณ์เย็นลง ฉันจะกลับเข้าไปในบ้านเอง
โอ ฉันจะทำยังไงดี? จะบอกอิงก้ายังไง
~
ฉันเดินพล่านอยู่ไม่ติดในห้องใต้หลังคา แสงแดดเช้าทอผ่านหน้าต่างทิศตะวันออกเข้ามาทำบางอย่างกับพื้นห้องและกี่ทอผ้า ดูมันเป็นประกายระยิบระยับเหมือนอยู่ในนิทาน เดย์ดรีมเมอร์ ชื่อที่พ่อตั้งให้ พวกฝันกลางวัน พ่อว่าอย่างนั้น ฉันจึงขยี้ตาแล้วมองมันอีกครั้ง
เมื่อไหร่อิงก้าจะมาซักที ฉันบ่นพึมพำ
เสียงเดินขึ้นบันได เสียงชายกระโปรงสะบัด อิงก้ามาแล้ว!
เธอยิ้ม เดินเข้ามาโอบแล้วก้มลงจูบที่หน้าผาก ริมฝีปากของเธอนุ่มจุมพิตเลยนุ่มไปด้วย อรุณสวัสดิ์เด็กน้อย เช้านี้ฉันลุกลี้ลุกลนชอบกล รู้สึกเหมือนใครบางคนกำลังรออยู่ เธอเดินไปนั่งลงบนม้าไม้
ใช่ค่ะอิงก้า หนูมารอคุณตั้งนาน หนูมีคำถาม
เธอหัวเราะ ฉันชอบเสียงหัวเราะของเธอ มีวันไหนบ้างที่เธอไม่มีคำถาม เธอหันมา ใช้มือขวาตบที่ว่างบนม้านั่ง มานั่งที่นี่ซีเด็กน้อย ฉันจะได้ฟังคำถามเธอชัดๆ
ฉันเข้าไปนั่งเบียดอยู่ข้างเธอ โดยไม่มองหน้าฉันถามด้วยเสียงอู้อี้ อิงก้า คนรักของคุณไปทำสงครามที่นาร์วาใช่มั้ยคะ
แขนข้างหนึ่งของเธอรัดฉันแน่นแล้วคลายออก เด็กน้อย อยากรู้อยากเห็นแล้วยังช่างจำอีก ใช่แล้วจ้ะ คนรักของฉันไปรบที่นั่น
หัวใจของฉันฝ่อ มันหดเล็กเหลือนิดเดียวและคงเหี่ยวย่นเหมือนปลายนิ้วมือที่แช่น้ำนานๆ ปากของฉันบอกเธอว่า อิงก้าคะ หนูอยากช่วยคุณ แต่คุณต้องสอนหนูทอผ้า
เธอหัวเราะเบาๆ ฉันไม่รู้ว่า กี่ทอผ้านี้ใหญ่เกินไป หรือเธอตัวเล็กเกินไปกันแน่ แต่ถ้าเธอมุ่งมั่นจะทอผ้าให้เป็น เธอก็จะทำได้ ไม่ยากหรอก โดยเฉพาะเมื่อไม่มีเส้นด้าย
กี่ทอผ้าจะไม่เล็กลง แต่หนูโตขึ้นทุกวัน แล้วเมื่อหนูโตพอ หนูจะทอผ้าได้ดีเหมือนคุณ ฉันประกาศอย่างจริงจัง
~
ปี 2010
ฉันเคยเป็นเด็กหญิงผอมบางอายุสิบเอ็ดคนนั้น ฉันเรียนรู้วิธีทอผ้าที่ไม่มีเส้นด้ายอย่างจริงจัง สอนโดยอิงก้า สุภาพสตรีในชุดดำ ในปีค.ศ. 1997
สงครามที่นาร์วา เกิดขึ้นในปี 1770 กองทัพสวีเดนภายใต้การนำของพระเจ้าชาร์ลส์ที่สิบสองมีชัยชนะเหนือกองทัพรัสเชียของพระเจ้าซาร์ปีเตอร์ที่หนึ่งด้วยจำนวนคนที่น้อยกว่ามาก แต่กระนั้นก็เป็นกองทัพที่พรั่งพร้อมที่สุด
ในปี 1997 ฉันไม่ได้บอกอิงก้าหรอกว่า สงครามที่เธอพูดถึงเกิดขึ้นเมื่อสองร้อยกว่าปีมาแล้ว ฉันเก็บความจริงนี้ไว้ในหัวใจเล็กๆของฉัน
ความคิดเด็กๆบอกฉันว่าความจริงของฉันไม่มีกำลังมากพอที่จะลบล้างความจริงของอิงก้า
มันไม่มีกำลังมากพอที่จะเอาชนะความรักที่ฉันมีต่อสุภาพสตรีในชุดดำ
~
ปี 2010 ฉันมีโอกาสได้กลับมาเยี่ยมเยียนบ้านหลังนี้ที่เคยอยู่อาศัยในวัยเด็ก ฉันขออนุญาตเจ้าของบ้านเช่าคนปัจจุบันขึ้นไปห้องใต้หลังคา ในยามบ่าย แสงแดดส่องผ่านหน้าต่างทางทิศตะวันตกเข้ามาในห้อง กี่ทอผ้าเปล่งประกายอยู่ที่เดิม ฉันเดินไปยืนชิดหน้าต่าง มองไปที่สุสาน นึกถึงวันที่อิงก้าชี้ที่อยู่ของเธอให้ฉันดู
ฉันเดินมานั่งลงบนม้ายาวที่ทำด้วยไม้ และเริ่มทอผ้า ...





*