Home Photo

Home Photo
Happy New Year 2019

สวัสดีปีใหม่ค่ะ
กว่าจะมาสวัสดีได้ก็ผ่านไปถึง 15 วันแล้ว
เวลาผ่านไปรวดเร็วเหลือเกิน
แต่เราก็ยังมีอีก 11 เดือนครึ่งที่เหลืออยู่ให้ได้ทำอะไร ๆอย่างที่ใจปรารถนา
ขอส่งความรู้สึกดี ๆ ส่งแรงกายและแรงใจ และความเบิกบานเป็นสุขถึงเพื่อนอ่านทุกคนค่ะ

ลงภาพวาดหมายเลข 5 ซึ่งเป็นภาพเล็กหรือภาพลองวาดในกระทู้ "บทกวีบนแคนวาส"แล้วนะคะ

จัสมิน
15 มกราคม 2562


แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความ มาร์ค ชากัล (Marc Chagall) แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความ มาร์ค ชากัล (Marc Chagall) แสดงบทความทั้งหมด

24.7.55

ถ้อยคำน่าอ่านของ มาร์ค ชากัล 2 Marc Chagall Quotes 2

Marc Chagall: Le Ciel Embrase, 1952-1954

ชีวิตเรามีเพียงสีเดียว
เช่นเดียวกับสีบนจานผสมสีของศิลปิน
สีที่ให้ความหมายต่อชีวิตและศิลปะ
นั่นคือสีแห่งรัก


In our life there is a single color, as on an artist's palette, which provides the meaning of life and art
It is the color of love.




Marc Chagall: The Red Roof (Le Toits Rouges) 1953-54


ถ้าพบสัญลักษณ์ในงานของข้าพเจ้า
นั่นไม่ใช่ความตั้งใจของข้าพเจ้า
มันคือผลลัพธ์ที่ข้าพเจ้าไม่ได้แสวงหา
มันเป็นบางสิ่งที่อาจพบเจอภายหลัง
ซึ่งอาจตีความได้ตามแต่รสนิยม

If a symbol should be discovered in a painting of mine, it was not my intention.
It is a result I did not seek.
It is something that may be found afterwards,
and that can be interpreted according to taste.




Marc Chagall: The Juggler 1943

การทำงานไม่ใช่เพื่อเงิน แต่เป็นการให้คุณค่ากับชีวิต

Work isn't to make money; you work to justify life.




Marc Chagall: The Magician 1958

ศักดิ์ศรีของศิลปินตั้งอยู่บนหน้าที่ที่เขาต้องทำให้ประสาทสัมผัสที่มีต่อโลกตื่นตัวอยู่เสมอ
ในช่วงของการดูแลรักษาอันยาวนาน
ศิลปินต้องมีหลากหลายวิธีเพื่อปลุกเร้าตนเอง
ในขณะดียวกัน
เขายังต้องต่อสู้กับการหลับใหลที่มาถึงอย่างต่อเนื่อง

The dignity of the artist lies in his duty of keeping awake the sense of wonder in the world. 
In this long vigil he often has to vary his methods of stimulation;
but in this long vigil he is also himself striving against a continual tendency to sleep.




Marc Chagall: The Clown Multicolor 1974


นิ้วอื่นๆต้องเรียนรู้ นิ้วโป้งรู้ตั้งแต่เกิด

The fingers must be educated but the thumb is born knowing.




Marc Chagall: Child With A Dove 1977-78

ศิลปะที่ยิ่งใหญ่เกิดขึ้น ณ จุดจบของธรรมชาติ

Great Art picks up where nature ends.




Marc Chagall: Saint-Paul de Vance at Sunset 1977

ถ้าข้าพเจ้าสร้างงานด้วยหัวใจ แทบทุกอย่างออกมาดี
ถ้ามาจากหัวคิด แทบไม่ได้อะไรเลย

If I create from the heart, nearly everything works; 
if from the head, almost nothing.




Marc Chagall: Lovers Near Bridge 1948





 
*
Thanks to Olga's Gallery



18.7.55

ถ้อยคำน่าอ่านของ มาร์ค ชากัล 1 Marc Chagall Quotes 1


Marc Chagall: The Painter: To The Moon 1917


ข้าพเจ้าชื่อมาร์ค ชีวิตทางอารมณ์ของข้าพเจ้าอ่อนไหวและกระเป๋ากลวง
แต่พวกเขาบอกว่า ข้าพเจ้ามีพรสรรค์

My name is Marc, my emotional life is sensitive and my purse is empty but they say I have talent.





Chagall: I and the village 1911


มือของข้าพเจ้าอ่อนนุ่มเกินไป ข้าพเจ้าจึงต้องหาอาชีพพิเศษ
งานที่ไม่เสือกไสให้ข้าพเจ้าหันหน้าหนีจากท้องฟ้าและหมู่ดาว
ที่ซึ่งข้าพเจ้าจักค้นพบความหมายของชีวิต

My hands were too soft ... I had to find some special occupation, some kind of work that would not force me to turn away from the sky and the stars, that would allow me to discover the meaning of life.




Chagall: Burning house 1913

สีคือทุกอย่าง เมื่อสีถูกต้อง รูปแบบก็ถูกต้อง
สีเป็นทุกสิ่ง สีคือความสั่นสะเทือนเช่นเดียวกับดนตรี
ทุกสิ่งทุกอย่างคือการสั่นสะเทือน

Color is everything. When color is right, form is right.
Color is everything, color is vibration like music; everything is vibration.  





Chagall: Interior with flowers 1918


เมื่อวาดภาพเสร็จ ข้าพเจ้าจะยื่นสิ่งที่พระเจ้าสร้างไปที่ภาพ ก้อนหิน กิ่งไม้ หรือมือตัวเอง
ถ้าภาพวาดกลมกลืนกับสิ่งที่มนุษย์ไม่อาจสร้าง ภาพวาดนั้นก็เป็นภาพที่ใช้ได้
แต่ถ้าขัดแย้งกัน งานชิ้นนั้นก็เป็นงานศิลป์ที่ไม่ดี


When I'm finishing a painting, I hold some God-made object up to it - a rock, a flower, the branch of a tree or my hand as a final test,
If the painting stands up beside a thing man cannot made, the painting is authentic.
If there's a clash between the two, it's bad art.


 
Chagall: Midsummer night dream 1939

ข้าพเจ้าออกมาเพื่อแนะนำความตื่นตระหนกทางจิตวิญญาณลงในภาพวาดของข้าพเจ้า
ภาพที่ถูกจูงใจด้วยเหตุผลของการวาด
ซึ่งพูดได้เลยว่าเป็นมิติที่สี่


I am out to introduce a psychic shock into my painting, one that is always motivated by pictorial reasoning: that is to say, a fourth dimension.  



Marc Chagall: On Two Banks 1953-56


ข้าพเจ้าวาดภาพที่ความรักของมนุษย์ท่วมท้นสีของข้าพเจ้า

I have always painted pictures where human love floods my color.



Chagall: Over the town 1918


 ความรักและความเพ้อฝันจูงมือเดินไปด้วยกัน


Love and fantasy go hand in hand.



Marc Chagall: Newlywed with Paris in the background1980


ความรักเท่านั้นที่ข้าพเจ้าสนใจ
ข้าพเจ้าติดต่อสื่อสารกับสิ่งที่โคจรรอบความรักเท่านั้น

Only love interests me, and I'm only in contact with things that revolve around love.


*




30.5.55

สูงสุดจวบจนจุดสุดท้าย มาร์ค ชากัล 8 Marc Chagall 8: End of Reverie

Cow with Parasol: Chagall,1947

ปี 1946 
เขาพบ เวอร์จิเนียร์ ฮัคคาร์ด แมคนีล สัมพันธภาพนี้เรียกคืนความปรารถนาเต็มเปี่ยมที่จะสร้างสรรค์
ชากัลเต็มไปด้วยชีวิตชีวา เขากลับมาวาดภาพ ทำงานด้วยฝีแปรงและสีสันสดใหม่
จากอเมริกา เขากลับปารีส ในปีนี้เวอร์จิเนียร์ให้กำเนิดเดวิดลูกชาย

ปี 1947
เขาวาดภาพวัวกับร่มกันแดด "Cow with Parasol" และวาดภาพ เทวดาตกสวรรค์ "The Falling Angel"ที่วาดค้างไว้ตั้งแต่ปี 1923จนเสร็จ
ภาพนี้เปรียบเสมือนแถลงการณ์และพัฒนาการทางศิลปะ จากพื้นฐานและการเติบโตของชากัลในช่วงยี่สิบกว่าปีที่ผ่านไป


The Falling Angel: Chagall, 1923-1947

หลังงานแสดงภาพ เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อชากัลผู้คุ้นชินกับการอยู่ในเมืองใหญ่
ชอบเข้าสังคม และอยู่ในแวดวงของผู้คนหัวก้าวหน้าที่แสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา 
ถึงเวลานี้เขาปรารถนาที่จะพักอาศัยอย่างเงียบสงบในชนบท

ปี 1950 
เขาย้ายไปอยู่ในเมืองเล็กๆริมฝั่งเมดิเตอร์เรเนียนของฝรั่งเศส
แต่ขณะที่เขาต้องการผละไป ชื่อเสียงของเขาก็โด่งดังถึงที่สุด

สัมพันธภาพระหว่างเขากับเวอร์จิเนียร์คนรักไปไม่รอด
เธอรับไม่ได้ที่ชากัลเห็นศิลปะสำคัญกว่าเธอ เธอจึงทิ้งเขาไป
หลังจากนั้นเพียงสองสามเดือน ชากัลก็แต่งงานกับ วาเลนติน่า บรอดสกี้ เขาเรียกชื่อที่ตั้งเองว่า วาว่า


Portrait of Vava by Chagall, 1955 

วาเลนติน่าเป็นผู้หญิงฉลาดและเป็นนักผลักดันตัวยง เธอเป็นนักปฎิรูป 
ชากัลเล่าว่า ชีวิตเขาในช่วงนี้"เหมือนติดคุก" แต่เขาก็มีความสุขดี

เขาย้ายไปอยู่เมืองเวนซ์ เมืองเล็กๆที่เงียบสงบอีกเมืองหนึ่ง 
ขากัลมีความทรงจำที่ดีกับเมืองนี้ เขาและเบลล่ากับเอดาลูกสาวเคยมาพักที่นี่ตอนหลบหนีนาซี
ที่นี่วาเลนติน่าเก็บกันชากัลไว้จากโลกภายนอก ทั้งนี้รวมไปถึงเอดาลูกสาว 
จดหมายจากเธอถึงชากัลทุกฉบับต้องผ่านสายตาวาเลนติน่าเพื่อตรวจสอบ

วาเลนติน่าเป็นรัสเซียยิวเหมือนชากัล แต่เธอเปลี่ยนศาสนาเป็นชาวคริสต์ 
เธอต้องการให้เขาเปลี่ยนความเชื่อเช่นเดียวกัน ถึงกับยกเลิกนิตยสารชาวยิวและผลักดันให้เขาออกแบบงานศิลปะกระจกให้โบสถ์และวิหาร
ระหว่างปี 1952-1985 ชากัลออกแบบศิลปะบนกระจกหน้าต่างไว้หลายแห่งในหลายประเทศ


Saint Mark and Saint Matthew, All Saints Church of Tudeley, England


ชากัลขบขันกับความพยายามของวาเลนติน่าที่จะทำให้เขาเป็นคริสตศาสนิกชน เขาไม่ใช่คนเคร่งศาสนาแม้ในลัทธิของเขาเอง
ลัทธิยูดาออทอดอกซ์ห้ามวาดภาพสิ่งมีชีวิต 
ความเชื่อนี้ขัดขวางการทำงานของศิลปินนักวาดเป็นอย่างยิ่ง
ชากัลท้าทายความเชื่อนี้และภรรยาด้วยการสอดแทรกสัญลักษณ์และสิ่งอ้างอิงของลัทธิยูดาในภาพของเขา
  
เช่นในปี 1963 เขาวาดฉากพิธีแต่งงานของชาวยิวบนเพดานโรงละครปารีส
เขายังวาดภาพบนกระจกและจิตรกรรมฝาผนัง ณ สถานที่สาธารณะหลายแห่งในอิสเรล
ชากัลเดินทางมากในช่วงนี้ อย่างน้อยปีละครั้งสองครั้ง 
เขาไปดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลายครั้งหลายหน เขาไปกรีก สวิสเซอร์แลนด์ เยอรมันนี อเมริกา อังกฤษ เดนมาร์ค อิตาลี
เขาเป็นสมาชิกผู้ทรงเกียรติทางศิลปะและอักษรของอเมริกันอคาเดมี่
ปีเดียวกัน เขาได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยแห่งกลาสโกว์
ปี 1963 เขาเดินทางไปญี่ปุ่นที่จัดแสดงผลงานเพื่อเป็นเกียรติแก่เขาสองครั้ง

ปี 1973 
เขาเดินทางกลับรัสเซียบ้านเกิดหลังจากไปในปี 1922
โดยได้รับคำเชิญอย่างเป็นส่วนตัวจากรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม
มีงานแสดงภาพเพื่อเป็นเกียรติแก่เขาที่มอสโคว์
การเชื้อเชิญครั้งนี้มีความลึกลับบางประการ เกิดการคาดเดากันไปทั่ว
ขณะนั้นสงครามเย็นในรัสเซียรุนแรงมาก 
ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับผู้นำไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้าประเทศ และแน่นอน ชากัลคัดค้านอย่างชัดเจน 
เหตุใดชากัลถึงได้รับอนุญาตด้วยคำเชิญจากหนึ่งในคณะรัฐบาล
ความลับยังคงเป็นความลับตราบวันนี้
จากปี 1975 จนถึงวาระสุดท้าย ภาพวาดของชากัลไม่แสดงความคิดเห็นทางการเมืองและสังคมมากนัก เขาเลิกใส่ใจกับสิ่งเหล่านี้ งานช่วงหลังแสดงออกอย่างเรียบง่ายและคมคาย

The Fall of Icarus: Chagall, 1975




The Grand Parade: Chagall, 1979-1980

Couple on Red Background: Chagall, 1983


ช่วงสุดท้าย เขาออกไปพบปะผู้คนน้อยลง เดินทางน้อยลง เขาใช้ชีวิตอยู่ในเมืองเวนซ์ วาดภาพและออกไปเดินเล่นบ้าง  ในขณะที่ภาพวาดของเขาเดินทางไปทั่วโลก

ปี 1977 เขาได้รับรางวัล แกรนด์ ครอส ออฟ ลีเจียน ออฟ ออนเนอร์


ชากัลสิ้นลมในปี 1985 แม้เขาไม่เคยเปลี่ยนความเชื่อจากลัทธิยูดา 
แต่วาเลนติน่า ภรรยาก็นำร่างไร้ชีวิตของเขาไปฝังไว้ใต้หินสลักรูปกางเขนในสุสานแคธอลิค
เพราะการยืนกรานของเอดา ชากัลลูกสาว พิธีอาลัยตามลัทธิยูดาจึงถูกจัดไว้ท้ายสุดในพิธี


*




 ประวัติชีวิตของมาร์ค ชากัลมีทั้งหมดแปดตอน
ตอนนี้เป็นตอนจบ

21.5.55

จากบ้าน ชากัลในสหรัฐอเมริกา มาร์ค ชากัล 7 Marc Chagall 7: United States

The Three Candles: Chagall 1939-1941 


สงครามโลกครั้งที่สองเกิดขึ้นในปี 1939 เมื่อเยอรมันเคลื่อนทัพเข้าโปแลนด์
ปี 1940 รถถังเยอรมันบุกเข้าฝรั่งเศส
ชากัลอยู่ไม่ติด ต่างจากเพื่อนๆร่วมอาชีพที่เป็นชาวฝรั่งเศส
เขาไม่คิดว่า การเข้ายึดครองครั้งนี้เป็นแนวคิดทางนามธรรม
สำหรับเขาแล้ว การทำงานต่อไปอย่างไม่รู้ไม่ชี้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นบนดินแดนยึดครอง เสี่ยงต่อการถูกจับเข้าค่ายแห่งความตาย

เขาพาเบลล่าภรรยา เอด้าลูกสาว และภาพวาดหนีออกจากฝรั่งเศสไปที่เมืองกอร์เดส์ก่อนกองทัพเยอรมันจะมาถึง
เมื่อรัฐบาลหุ่นเชิดของฝรั่งเศสสมยอม ยื่นข้อเสนอและให้ความร่วมมือต่างๆต่อเยอรมันมากขึ้นเรื่อยๆ
ชากัลก็ตระหนักว่าอันตรายเข้ามาใกล้ตัวขึ้นทุกที
อันที่จริงเขาถูกจับกุมโดยผู้มีอำนาจ แต่เพราะทางอเมริกากดดัน เขาจึงได้รับการปล่อยตัว


ปี 1941 เขาและครอบครัวเดินทางไปยังมาเซยย์เพื่อโดยสารเรือไปนิวยอร์ค พวกเขาเดินทางถึงนิวยอร์คในวันที่ 23 มิถุนายน 1941
เพียงวันเดียวก่อนกองทัพเยอรมันใช้ยุทธการบาร์บารอสซ่าบุกเข้ารัสเซียบ้านเกิด

ที่สหรัฐฯ ชากัลพักอาศัยอยู่ในเพรสตัน คอนเนคติคัต ไม่ห่างจากตัวเมืองนิวยอร์ค
ต่อมาอีกไม่นาน ทั้งครอบครัวก็ย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง และอยู่ที่นี่ต่อมาอีกห้าปี
ปี 1942 ชากัลเดินทางไปเม็กซิโกช่วงสั้นๆ


 ในฐานะชาวยิวที่เคยอยู่ เคยทำงาน และมีความทรงจำที่ดีต่อเยอรมัน ฝรั่งเศสและรัสเซีย 
สงครามโลกครั้งที่สองส่งผลเฉพาะตัวต่อชากัลอย่างสูง

ความหดหู่ทนทุกข์สะท้อนในงานของเขา 
สีแดงปรากฎขึ้นในช่วงนี้
ภาพ เทียนสามแท่ง (The Three Candles) ในปี 1939-1941
ภาพ ฟังเสียงไก่ (Listening to The Rooster) ในปี 1944
และ ภาพงานแต่งงาน (The Wedding) ในปี 1944


 Listening to the Rooster: Chagall (1944)


The Wedding: Chagall 1944


เกิดเรื่องไม่คาดฝันที่ทำให้ชากัลเศร้าโศกอย่างหนักหนาสาหัสที่สดในปี 1944
เบลล่าเจ็บป่วยจากอาการอักเสบเพราะเชื้อไวรัสจนเสียชีวิต
ทั้งสองอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขมาถึงยี่สิบเก้าปี
เธอเป็นแรงบันดาลใจ เป็นจิตวิญญาณที่การุณย์ของเขา


เบลล่าเป็นนักเขียน แม้งานของเธอไม่ได้รับการตีพิมพ์ขณะเธอยังมีชีวิตแต่หลังจากนั้น
หนังสือที่โด่งดังที่สุดคือ เดอะ เบิร์นนิ่ง ไลท์ (The Burning Lights) ที่ได้รับการตีพิมพ์ในปี 1947
เธอยังแปลหนังสือ มาย ไลฟ์ (My Life) ของชากัลเป็นภาษาฝรั่งเศสอีกด้วย

เป็นครั้งแรกตั้งแต่วัยเด็กที่ชากัลวางแปรงและขาตั้งภาพ
เขาไม่สามารถทำงานได้เกือบทั้งปีหลังความตายของเธอ


“ความเงียบของเธอเป็นของฉัน ดวงตาเธอ.. ของฉัน 
ประหนึ่งเธอรู้ทุกสิ่งเกี่ยวกับฉัน วัยเด็ก ปัจจุบัน อนาคต คล้ายเธอมองฉันทะลุ” 
มาร์ค ชากัลพูดถึงการพบกันครั้งแรกระหว่างเขากับเบลล่า โรเซนเฟลด์ไว้ในหนังสือ “ชีวิตของฉัน” (My Life)




 *
ติดตามตอนสุดท้ายค่ะ





 

10.5.55

มาร์ค ชากัล 6 เดียวดายในชิงชัง (Solitude, Marc Chagall 6)

"Solitude" by Chagall (1933)

ช่วงเวลาของความสุขสงบที่สุดในชีวิตชากัลสิ้นสุดลง
ความเกลียดชังชาวยิวน่าพรั่นพรึงคืบคลานเข้ามาจากใจกลางยุโรป

ปี 1933 พรรคนาซีขึ้นครองอำนาจในเยอรมันและแพร่กระจายความชิงชังชาวยิว(Antisemitism)อย่างเปิดเผย
เรียกร้องให้กำจัดและขับไล่ชาวยิวจากเยอรมัน
ยุโรปตะวันออกก็เช่นกัน พวกเขาต่อต้านชาวยิวมาแต่ไหนแต่ไรในประวัติศาสตร์ ซึ่งมักเข้มข้นรุนแรงขึ้นทุกสองสามทศวรรษก่อนเงียบหายไปเพื่อจะย้อนกลับมาอีก

ในฐานะที่ชากัลเป็นชาวยิวคนหนึ่งในยุโรปตะวันออก เช่นเพื่อนๆและครอบครัวที่อยู่อาศัยในประเทศเหล่านั้น พวกเขารู้สึกถึงการต่อต้านยิวอย่างรุนแรง

ปี 1934 ในกรุงวอร์ซอร์ ออสเตรีย
ขณะเดินอยู่บนท้องถนน ชากัลเห็นเพื่อนชาวยิวถูกดูหมินเหยียดหยามเพราะความเชื่อทางศาสนา

ปี 1937 ภาพวาดจำนวน 59 ภาพที่อยู่ในเยอรมันถูกนำออกแสดงในฐานะภาพแห่งความเสื่อมถอย (Degenerate Art)

ชากัลสนองตอบต่อสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นด้วยการพยายามเชื่อมต่อความขัดแย้งระหว่างสองศาสนา คือลัทธิยูดาและคริสต์ศาสนาผ่านงานศิลป์ของเขา

ภาพวาด"เดียวดาย" (Solitude) ในปี 1933 บ่งบอกความโศกระทมและความเจ็บปวดของชาวยิวท่ามกลางพายุมืดหม่นและเทพแห่งสันติภาพกำลังบินจากไป


ภาพการปฎิวัติ (The Revolution) ในปี 1937 ประนามการปฎิวัติบอลเชวิค
ภาพของผู้คนที่มีอาวุธพร้อมมือในเสื้อผ้าหยาบกระด้างสกปรกเดินแถวผ่านแผ่นผ้าใบในขณะที่คนอีกกลุ่มผ่อนคลายอย่างเงียบสงบและเพลิดเพลินอยู่กับชีวิต
พวกปฏิวัติเหยียบย่ำลงบนคนบาดเจ็บและคนตายขณะก้าวเท้าไปข้างหน้า
ตรงกลางภาพ เขาวาดเลนินทรงตัวอยู่บนมือหนึ่งและใช้อีกมือหนึ่งบงการ



The Revolution by Chagall (1937)


ปี 1938 ชากัลวาดงานชิ้นเยี่ยมแห่งชีวิต ภาพ กางเขนขาว (White Crucifixion)
ตรงกลางภาพ พระเยซูถูกตรึงอยู่บนกางเขน รอบพระองค์เป็นสัญลักษณ์ของชาวยิว เพื่อย้ำว่ารกรากของพระองค์มาจากลัทธิยูดา
มีพรรคคอมมิวนิสต์และนาซีอยู่ทางด้านซ้ายและขวาของภาพวาด ไล่ล่าชาวยิวและทำลายบ้านเรือนของพวกเขา
ที่ปลายกางเขนชาวยิวหนีตายไปทุกทิศ



White Crucifixion by Chagall (1938)

ภาพกางเขนขาวของชากัล และ ภาพ Guernica ของพาโบล ปิคัสโซ่ เป็นงานศิลป์ที่แสดงออกถึงการต่อต้าน ประนามสงครามและความชิงชังที่โดดเด่นที่สุดแห่งศตวรรษที่ยี่สิบ

ช่วงปีระหว่างนี้ชากัลเดินทางมาก เขาไปร่วมงานเปิดพิพิธภัณฑ์ที่เทลาวีฟ ในเขตปาเลสไตน์ของอังกฤษ
เขาเดินทางไปซีเรียและอียิปต์ ซึ่งเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษในขณะนั้น
เขาไปฮอลแลนด์และได้ชมผลงานของเร็มแบรนด์ทเป็นครั้งแรก
และภาพวาดโดยเอล เกรโกในสเปน
งานของศิลปินทั้งสองส่งผลต่อชากัลอย่างผิวเผิน
เขาไปสวิตเซอร์แลนด์ เยอรมัน และโปแลนด์
ทั้งยังเดินทางทั่วฝรั่งเศส
การเดินทางทั้งหมดนี้ไม่ได้สะท้อนลงในภาพวาดของชากัล

ทุกชั่วขณะบนเส้นทางศิลปะ
ภาพวาดของเขาก่อเกิดและแตกกิ่งก้านสาขามาจากความคิดและการสร้างสรรค์โดยจินตนาการ


*
ติดตามตอนต่อไป


Thanks to Olga's Gallery

3.5.55

จากเบอร์ลินสู่ปารีส มาร์ค ชากัล 5 (Chagall 5:From Berlin to Paris)

Peasant Life:Chagall 1925


เราคงจำกันได้ ก่อนชากัลกลับไปเยี่ยมครอบครัวและคนรักที่บ้านเกิด เขาได้ทิ้งภาพเขียนจำนวน 150 ภาพไว้กับ เฮอร์วาร์ธ วาลเด็น (Herwarth Walden) ผู้ก่อตั้งและบรรณาธิการนิตยสารพายุ Der Sturm
สงครามทำให้เขาติดอยู่ในรัสเซียโดยไม่รู้เลยว่าความสำเร็จได้มาถึงในที่สุด
งานแสดงภาพของเขาจัดโดยวอลเดน ขายได้ทั้งหมด
ชากัลไม่รู้เลยว่า ชื่อของเขาเป็นชื่อทำเงินไปแล้วในยุโรปตะวันตกโดยเฉพาะในเยอรมันและฝรั่งเศส
และงานของเขาได้ส่งอิทธิพลต่อการปรากฏของศิลปะแนวใหม่คือ ดาดาอิสม์ (Dadaism) และ เซอร์เรียลลิสม์ (Surrealism)


ชากัลออกมาจากรัสเซียในสภาพที่แทบไม่มีเงินติดตัว ทั้งยังมีครอบครัวต้องดูแล
ดังนั้นเงินจึงมีความหมายต่อเขามาก
วอลเดนเองไม่เคยลืมชากัล เขาเก็บกันเงินของชากัลไว้ต่างหาก
แต่ภาวะเงินเฟ้อในช่วงสงครามโลกทำให้ค่าของเงินหดหาย
ชากัลไม่ฟังคำอธิบายของวอลเดน เขาฟ้องร้องต่อศาล
ในที่สุด วอลเด็นจำต้องตามล่าภาพบางภาพแล้วซื้อคืนเพื่อชดเชยชากัล


The Watering Through (Chagall's: 1925)


หลังจากนั้นชีวิตของชากัลก็สะดวกสบายขึ้น เขาเขียนอัตตประวัติชีวิตที่เริ่มไว้ในรัสเซียจนจบ
"ชีวิตของฉัน" รวมมุมมองและทฤษฎีทางศิลปะของเขาไว้ด้วย
เช่นเคย เขารุกเข้าประชิดศิลปะอย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่วิเคราะห์ศิลป์


 ชากัลเขียน"ชีวิตของฉัน"เป็นภาษารัสเซีย ตีพิมพ์ในภาษารัสเซียโดย พอล แคสสิเรอร์ ผู้ค้าขายงานศิลป์และบรรณาธิการ
หลังจากนั้นอีกเก้าปี(1931)จึงได้พิมพ์ครั้งที่สองเป็นภาษาฝรั่งเศส แปลโดย เบลล่า ภรรยา


Bella in Mourlillon (Chagall's:1927) 

 
จากเบอร์ลิน ชากัลเขียนจดหมายถึงคนรู้จักในปารีสเพื่อหางาน เขาได้งานเขียนหนังสือ The Dead Soul ของ นิโคไล โกกอล (Nicolai Gogol) เขาจึงออกเดินทางไปปารีส



ปีต่อๆมาสงบงามและร่ำรวย ชากัลพูดถึงปีเหล่านี้ว่าเป็นช่วงเวลาดีที่สุดในชีวิต
 ความสุขสบายสะท้อนออกมาในศิลปะของเขา สีมัวหม่น เศร้าสร้อยและถูกจำกัดที่เคยปรากฏในงานช่วงต้นหายไปจนเกือบหมด งานในช่วงนี้รื่นไหลและสงบนิ่ง
การเปลี่ยนแปลงจากงานดั้งเดิมเช่นนี้ ถ้าเกิดกับศิลปินคนอื่นๆ ก็เปรียบได้กับหายนะ 
แต่โดยฝีแปรงของชากัลแล้ว ภาพวาดในช่วงปี 1920 ยังคงเป็นเอ็กซเพรสชั่นเช่นผลงานในช่วงปี 1910


Fruits and Flowers (Chagall's: 1929)


มีงานแสดงภาพหลายครั้ง รวมทั้งงานใหญ่ที่รวมภาพผลงานเก่าๆของศิลปินในปี 1924
และในปี 1927 เขาได้แสดงภาพเดี่ยวที่นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา



Lovers in the Lilacs (Chagall's: 1931)


ชากัลรู้หรือไม่ว่าความสงบงามในชีวิตกำลังจะสิ้นสุดลง


*
ติดตามตอนต่อไปค่ะ

Thanks to Olga's Gallery

25.4.55

สงคราม การปฎิวัติบอลเชวิค และการแต่งงาน มาร์ค ชากัล 4 (Marc Chagall 4; War and Revolution)


Promenade by Marc Chagall (1917)

ชากัลติดอยู่ในรัสเซียถึงแปดปีระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เขาพูดถึงช่วงเวลานี้เสมอว่าเป็นการถอยหลังในอาชีพจิตรกร โดยเมินเฉยต่อความเป็นจริงที่ว่าช่วงเวลานี้เขาได้พัฒนาไปมากทั้งด้านศิลปะและชีวิตส่วนตัว

ในปี 1914 มีไม่กี่คนเท่านั้นที่คาดว่าสงครามจะยืดเยื้อ 
คนส่วนใหญ่มั่นใจว่าสงครามครั้งนี้จะสิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว ชากัลตั้งใจมุ่งมั่นว่าจะไม่ยอมเป็นทหารในกองทัพรัสเซีย 
อพอลลิแนร์ เพื่อนสนิทลงชื่ออาสาออกสู่แนวหน้าตั้งแต่วันแรกของการขัดแย้ง แต่ชากัลไม่ได้มีความรู้สึกร่วมเยี่ยงผู้รักชาติด้วยเหตุผลที่มีน้ำหนัก 
หลายร้อยปีมาแล้วที่จักรวรรดิ์รัสเซียปฎิบัติต่อชาวยิวเยี่ยงพลเมืองชั้นสอง และเลวร้ายลงมากในศตวรรษที่สิบเก้าและยี่สิบ 
เขาเห็นว่าการจับอาวุธเพื่อสนับสนุนอาณาจักรนี้เป็นเรื่องบ้า คนมีร่างกายบอบบาง มีมรรยาททางสังคมและการศึกษากว้างขวางอย่างเขาไม่ได้ถูกสร้างมาให้ใช้ชีวิตสมบุกสมบันในการรบ
คนยิวไม่อาจเป็นผู้บังคับการ และต้องยินยอมพร้อมรับการถูกปฎิบัติต่ออย่างเลวร้ายและถูกแบ่งแยกจากเพื่อนทหารและผู้บังคับบัญชา

ชากัลอาศัยอยู่ในเมืองวิทเอ็บสค์และหวังว่าสงครามจะผ่านไป

 ในปี 1915 เขาแต่งงานกับเบลล่า โรเซ็นฟีลด์แม้พ่อแม่ผู้มีฐานะของเธอต่อต้าน สัมพันธภาพได้รับการสมานฉันท์หลังการเกิดของเอ
ดาลูกสาว

Bella with white collar (เขาวาดเบลล่าตัวใหญ่ ส่วนเขาตัวเล็กนิดเดียว เห็นแล้วรับสารได้ชัดเจน)

งานศิลป์ที่ออกมาในช่วงนี้เป็นแบบคิวบิสท์และเอ็กเพรสชั่นนิสท์

สงครามยืดยาวออกไปเรื่อยๆ ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตสูงขึ้นมาก 
ในปี 1915 ยาคอฟ โรเซ็นเฟลด์พี่เขยหางานเสมียนให้ทำที่กระทรวงสงครามในเซนต์ปีเตอร์สเบอร์กซึ่งทำให้เขาพ้นจากการเป็นทหาร 


เมืองหลวงไม่เอื้อต่อการสร้างงานศิลป์ 
ในช่วงขาดแรงบันดาลใจและต้องทำงานประจำวุ่นวายน่าเบื่อหน่ายนี้ เขาวาดภาพน้อยลง  
แต่ในช่วงนี้เองที่เขาได้ติดตามการพัฒนาทางศิลปะในรัสเซีย ได้คุ้นเคยกับการเคลื่อนไหวของพรีมีทิวิสม์และทดลองในภาพ
The Feast at the Tabernacle (1916) 



กระนั้นเขาปฎิเสธแนวทางนี้เพราะขัดกับแนวคิดทางศิลปะของเขา

ในปี 1917 เกิดการปฎิวัติบอลเชวิคในรัสเซีย ทำให้เกิดความกระตือรือร้นในหมู่ชาวยิวที่มีการศึกษา
พวกเขาเชื่อว่าความเปลี่ยนแปลงนี้นำมาซึ่งระบบการเมืองใหม่
 พรรคคอมมิวนิสต์ยืนยันว่า ชาวยิวจะมีสถานะเท่าเทียมภายใต้กฏหมายเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์รัสเซีย 
อนาคตดูสดใส มั่งคั่งและไร้ซึ่งความกังวล



ภายใต่รัฐบาลใหม่ อนาโทลีย์ ลูนาชาร์สกี้ นักวิจารณ์ศิลปะและนักหนังสือพิมพ์ที่ชากัลสนิทสนมในปารีส ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าหน่วยงานการศึกษาที่ทำให้เขารับผิดชอบทุกสิ่งที่เกี่ยวกับศิลปะ การศึกษาและวัฒนธรรมในสหราชอาณาจักรรัสเซีย 
ลูนาชาร์สกี้เสนอตำแหน่งผู้ดูแลศิลปะในวิทเอ็บสค์ ซึ่งชากัลตอบรับด้วยความยินดี
ชากัลไม่เคยเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ 
ภาพวาดของเขาไม่เคยเกี่ยวข้องกับการเมือง หากเน้นชีวิตวันต่อวันอย่างเคร่งครัด 
เราจึงไม่อาจรู้ว่าเพราะเหตุใด ลูนาชาร์สกี้ถึงได้เลือกชากัล

ปี 1918 ชากัลกลับวิทเอ็บสค์ในฤดูใบไม้ผลิ เพื่อทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย 
เขาจัดการแสดงภาพ เปิดพิพิธภัณฑ์และห้องแสดงภาพ 

เยฮูดา เพน ครูวาดเขียนคนแรกของชากัล ได้เปลี่ยนโรงเรียนของเขาเป็น”สำนักแห่งศิลปะ”โดยมีชากัลเป็นผู้อำนวยการ 
ต่อมาศิลปินผู้ป็นที่ยอมรับก็เริ่มเข้ามาสอนเพราะนับถือยูริ เพนและชากัล 
อีกเหตุผลหนึ่งก็คือในเวลานั้นเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กกำลังแร้นแค้นขาดอาหาร ไม่มั่นคงเท่าวิทเอ็บสค์

ต่อมาสำนักศิลปะแห่งวิทเอ็บสค์นี้กลายเป็นศูนย์กลางทางศิลปะที่ทรงอิทธิพลในรัสเซียและอาจพูดได้ว่าของโลก



ที่จริงแล้ว ชากัลใส่ใจและสนใจทำงานศิลปะของเขามากกว่าจัดการเรื่องการศึกษาและทฤษฎีทางศิลปะ 
ศิลปินลัทธิซุพรีมเมซิสท์(Supremacist) ใช้ความได้เปรียบนี้เพื่อส่งเสริมและกำหนดแนวทางของพวกเขาที่สำนักศิลปะที่ก่อตั้งโดยยูริ เพน
ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นส่งผลให้ชากัลลาออกในปี 1920 แล้วเดินทางไปมอสโคว์กับครอบครัว

ถึงแม้ว่าแนวทางซุพรีมเมทิสท์ส่งอิทธิพลต่อชากัลเช่นในภาพวาดสองภาพข้างล่าง

 
The Stable Night: A Man with whip (1917)

และ

Composition with circles and goat (1920) 
แต่เขาก็ไม่โอบรับทฤษฎีนี้ที่เป็นนามธรรมเต็มรูปแบบ 
งานของชากัลมีพื้นฐานจากความเป็นจริงของชีวิตประจำวัน ไม่ว่าเขาจะใช้แนวทางใดในการวาด

 เขาหันมาสนใจศิลปะเรแนสซองซ์ที่เขาเขียนอ้างอิงถึงบ่อยๆ
จัดองค์ประกอบภาพตามธรรมเนียมปฏิบัติของพวกเขา แต่ไม่ใช้ธรรมเนียมปฎิบัติทางวิธีการและสัญลักษณ์
อย่างภาพ Promenade (1917) ข้างบนสุด


ชากัลอยู่อย่างลำบากในมอสโคว์ เขาไม่มีตำแหน่งใด และเมื่องานของเขาไม่ได้ส่งสารเกี่ยวกับการเมือง เขาจึงไม่มีโอกาสได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาล ชากัลจึงไปทำงานกับโรงละครของชาวยิว Gosudarstvenniy Evreiskiy Kamerniy Teatr
เขาออกแบบตกแต่งเวที วาดฉาก และสอนวาดเขียนที่โรงเลี้ยงเด็กกำพร้า 

ปีแรกหลังการปฏิวัติ ผู้มีอำนาจของรัสเซียค่อนข้างให้เสรีทางศิลปะ ด้วยเห็นว่าศิลปะคือการให้ความสว่างทางปัญญาและเป็นหนทางโฆษณาชวนเชื่อ  แต่ไม่ช้าศิลปินก็ถูกขอให้วาดตามความคิดของพรรค งานสร้างสรรค์อย่างอิสระของชากัลจึงหลุดออกจากระบบใหม่โดยสิ้นเชิง

เลนินประนามศิลปะสมัยใหม่ทุกประเภทว่าคนธรรมดาเข้าไม่ถึง 
โซเชียล เรียลลิสม์ (Social Realism) ถูกกำหนดให้เป็นรูปแบบของสาธารณรัฐ ทำให้โลกทางศิลปะของศิลปินรัสเซียถูกตีกรอบ
คับแคบสำหรับชากัลและเพื่อนศิลปินแบบซุปรีมเมทิสท์และพรีมิทิวิสท์

ปี 1922 ชากัลยื่นขออนุญาตออกนอกประเทศผ่านลูนาซินสกี้ 
เขาได้รับอนุญาตและเดินทางไปเบอร์ลิน โดยหวังจะได้พบเฮอร์วาร์ด วอลเดน
เขาอยากรู้ว่าถาพวาดที่ออกแสดงเป็นอย่างไร 
ต่อจากนั้นอีกเกือบห้าสิบเอ็ดปี เขาจึงได้กลับรัสเซีย



*

ติดตามตอนต่อไปค่ะ


*


18.4.55

ปารีส ประวัติชีวิตมาร์ค ชากัลตอน 3 (Paris, Marc Chagall 3)


"The Poet" by Marc Chagall 1911
ภาพวาดของกวี

“ความเงียบของเธอเป็นของฉัน ดวงตาเธอ ของฉัน 
ประหนึ่งเธอรู้ทุกสิ่งเกี่ยวกับฉัน วัยเด็ก ปัจจุบัน อนาคต คล้ายเธอมองฉันทะลุ” 
มาร์ค ชากัลพูดถึงการพบกันครั้งแรกระหว่างเขากับเบลล่า โรเซนเฟลด์ไว้ในหนังสือ “ชีวิตของฉัน” (My Life)

แต่ขณะนั้น เขาไม่สามารถแต่งงานกับเธอได้ เธอยังเด็กอายุแค่สิบสี่ ส่วนเขายังเลี้ยงตัวเองไม่ได้ ดังนั้น เขาจึงเดินทางกลับเซนต์ปีเตอร์สเบอร์ก

ชากัลต้องการเดินทางไปปารีส เหล่าเพื่อนและครูต่างสนับสนุนและให้คำแนะนำ 
ปี 1910 
แมกซิม วินนาเวอร์ Maxim Winawer ทนายความลูกครึ่งรัสเชียนยิวก็ตกลงสนับสนุนทางการเงินให้นักวาดหนุ่มเดินทางไปยังเมืองหลวงของฝรั่งเศส 



ชากัลยอมรับว่าเมื่อไปถึงปารีส เขาอยากหันหลังกลับรัสเซีย 
ปารีสพลุกพล่านและรวดเร็วเกินไปสำหรับเขาผู้มาจากเมืองวิทเอ็บสค์ที่เงียบสงบ 
แต่เขาไม่ได้ทำเช่นนั้น 
โชคดีที่มีนักวาดชาวรัสเซียเป็นเพื่อน ชากัลได้รับใบอนุญาตให้ศึกษาศิลปะในหอแสดงศิลปะและพิพิธภัณฑ์ 
ชากัลเล่าว่า งานของศิลปินยิ่งใหญ่ที่แสดงอยู่ที่ลูฟว์ส่งอิทธิพลต่อเขา และฉุดรั้งเขาไว้


เขาเริ่มทำความสนิทสนมกับ พลาโบ ปิคัสโซ่ และ จอร์จ บราก 
ทั้งสองกำลังยุ่งอยู่กับการพัฒนาศิลปะแบบคิวบิสม์ (Cubism
เขายังคบหากับคนอื่นๆด้วยทั้งนักวาดและนักเขียน 
เขาศึกษาการเคลื่อนไหวและนวัตกรรมทางศิลปะย้อนหลังไปหกสิบปี 
เริ่มต้นด้วยงานอิมเพรสชั่นนิสท์ที่แสดงออกซึ่งอารมณ์ความรู้สึกมากกว่าความเสมือนจริง
รวมถึงงานแบบพอยทิลิสท์ (Pointillism) ที่ใช้เทคนิคระบายสีเป็นจุดๆเพื่อให้เกิดการผสมสีทางสายตา

มาร์ค ชากัลนิยมชมชื่นฝีแปรงที่กล้าหาญและแปลกแยกของวินเซนต์ แวน โก๊ะห์ เป็นอย่างยิ่ง



The Noon Rest by Vincent van Gogh (Impressionism)


งานแบบ Fauves เป็นภาพวาดสองมิติที่ไม่มีความลึก ภาพสร้างความสมดุลระหว่างเส้นกับสี Fauves แปลว่าสัตว์ร้าย ริเริ่มโดยมาติสต์ผู้เป็นทั้งมิตรและคู่แข่งของปิคาสโซ่ งานของทั้งสองถูกเปรียบเทียบกันเสมอ 
(หมายเหตุ มาติสต์คนนี้เป็นศิษย์ของ วิลเลียม อดอฟ บูเกอโร ผู้วาดภาพไซคีและอีรอส ภาพประกอบในไซคี***)



Matisse (Fauve) 1912


ชากัลศึกษาการวาดภาพแบบคิวบิสม์(Cubism) ที่ริเริ่มโดยปิคัสโซ่และบราก 
การวาดที่ลดและแบ่งส่วนของรูปแบบตามธรรมชาติเป็นนามธรรม บ่อยครั้งที่ออกมาเป็นภาพเรขาคณิต หรือแอ็บสแตร็คท์ที่มักเป็นรูปทรงเรขาคณิต 
ปกติจะเป็นชุดของภาพราบสองมิติที่ต่อนื่องกันและแยกออกจากกัน



"Tete D'une Femme Lisant" by Pablo Picasso (1912)



อิทธิพลของศิลปะแบบคิวบิสต์ปรากฎชัดเจนในภาพวาด ฉันและหมู่บ้าน (I and the village 1911) กวี (The Poet 1911) และ อดัมและอีฟ (Adam and Eve 1912)


Adam and Eve by Marc Chagall (1912)


ชากัลพบว่า ระบบ วิธีการและการวิเคราะห์อย่างวิทยาศาสตร์ของอิมเพรสชั่นนิสม์และคิวบิสม์ไม่เหมาะกับเขา 
เขาจึงเข้าสู่การวาดที่ผสมผสานการวาดแบบอิมเพรสชั่นนิสม์และซิมโบลลิสม์ (Symbolism) ที่ใช้สัญลักษณ์เป็นสื่อการถ่ายทอดเข้าด้วยกัน
อพอลิแนร์ Apollinaire เพื่อนสนิทเรียกว่าศิลปะแบบ”เหนือจริง” (Surreal)  
 ต่อมาการเคลื่อนไหวของลัทธิเหนือจริงจึงถูกเรียกว่าเซอร์เรียลลิสท์ (Surrealism) ซึ่งมาจากคำของอพอลิแนร์เพื่อนสนิทของเขานี่เอง  

งานเซอร์เรียลลิสท์มีชากัลเป็นผู้ส่งอิทธิพลหลัก แม้เขาจะไม่เคยเป็นจิตรกรแบบเหนือจริงโดยตรงเลยก็ตาม


ภาพวาดของเขาในช่วงเวลานี้มาจากชีวิตประจำวันที่เขาใช้ส่งสารทางปรัชญาและจริยธรรม 
สำหรับฝรั่งเศสแล้วงานของเขาถูกกล่าวหาว่าสามานย์


The Soldier Drinks, Marc Chagall 1911-1912


Interior II Marc Chagall (1911)


The Fiddler, Marc Chagall 1912-1913

เงินเลี้ยงชีพจากวินาเวอร์ผู้สนับสนุนเพียงพอแต่ก็ต้องกินอยู่อย่างแร้นแค้น 
เขาเล่าไว้ในประวัติชีวิตว่าบางวันถึงกับไม่มีกิน ซึ่งหมายความว่าเขาไม่สามารถซื้อหาเครื่องมือเครื่องใช่ในการสร้างงานได้ 
ระหว่างช่วงแรกนี้ เขามักวาดภาพทับลงไปบนผ้าใบที่ใช้แล้ว 


ห้องพักในมองมาร์ดที่ใช้ร่วมกับคนอื่นคับแคบ 
ดังนั้นในต้นปี 1912 เขาก็ย้ายไปอยู่ที่ ลา รูจ ชานเมืองปารีส แหล่งของศิลปิน 

ที่พักทรุดโทรมและสกปรก แต่ก็มีราคาถูกและมีพื้นที่มากกว่าที่อยู่เดิม

ระหว่าง ปีคริสต์ศักราช 1910 ถึง 1912 
เขาได้ร่วมแสดงผลงานกับศิลปินคนอื่นๆบ้าง แต่ไม่เคยได้แสดงภาพของเขาล้วนๆเลยสักครั้ง ภาพที่ขายได้มีไม่กี่ภาพ 

อพอลิแนร์เพื่อนสนิทแนะนำชากัลให้รู้จักกับ เฮอร์วาร์ธ วอลเดน นักวาดแนวอิมเพรสชั่นท์ชาวเยอรมัน ผู้เริ่มก่อตั้งและบรรณาธิการของนิตยสาร พายุ Der Sturm นิตยสารที่แสดงผลงานอิมเพรสชั่นท์ที่โด่งดัง


วอ ลเดนสนใจวิสัยทัศน์ทางศิลปะที่โดดเด่นของชากัลและเสนองานแสดงภาพเดี่ยวที่ ห้องแสดงภาพของเขา 
ชากัลดีใจและรับไว้โดยหวังว่านี่เป็นโอกาสครั้งใหญ่ที่จะได้สร้างชื่อและ สร้างรายได้ที่จะช่วยลดทอนความขัดสนทางการเงินได้บ้าง


ปี 1914 
งานของเขาได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีในเยอรมันและประสบความสำเร็จทางการเงิน
 แต่ชากัลไม่อยู่ที่นั่น
เขาข้ามพรมแดนกลับบ้านไปเยี่ยมครอบครัวและเบลล่าคนรักที่วิทเอ็บสค์


วันที่ 1 สิงหาคมปีเดียวกัน เยอรมันประกาศสงครามต่อฝรั่งเศสและรัสเซีย
ชากัลผู้ตั้งใจมาเยี่ยมบ้านเพียงสองสามสัปดาห์จึงติดอยู่ที่นั่น




*
ตอนต่อไป "สงครามและการปฎิวัติ ชากัลในรัสเซีย"
หมายเหตุ
ประวัติชีวิต มาร์ค ชากัล มีทั้งหมด 9 ตอน



Thanks to Olga's Gallery