Home Photo

Home Photo
Happy New Year 2019

สวัสดีปีใหม่ค่ะ
กว่าจะมาสวัสดีได้ก็ผ่านไปถึง 15 วันแล้ว
เวลาผ่านไปรวดเร็วเหลือเกิน
แต่เราก็ยังมีอีก 11 เดือนครึ่งที่เหลืออยู่ให้ได้ทำอะไร ๆอย่างที่ใจปรารถนา
ขอส่งความรู้สึกดี ๆ ส่งแรงกายและแรงใจ และความเบิกบานเป็นสุขถึงเพื่อนอ่านทุกคนค่ะ

ลงภาพวาดหมายเลข 5 ซึ่งเป็นภาพเล็กหรือภาพลองวาดในกระทู้ "บทกวีบนแคนวาส"แล้วนะคะ

จัสมิน
15 มกราคม 2562


22.8.54

แสงแดดในห้องใต้หลังคา Beautiful Soul




ที่บ้านเก่าแก่ในกรุงสต็อคโฮล์ม ฉัน เด็กหญิงผอมบางอายุสิบเอ็ดโปรดปรานห้องใต้หลังคาและชอบใช้เวลาอยู่ที่นั่น ห้องมีอาณาเขตเท่ากับห้องข้างล่างทุกห้องรวมกัน มันจึงเป็นห้องกว้างที่สุด มีหน้าต่างกระจกสองบาน บานหนึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกและอีกบานอยู่ทางทิศตะวันตก ห้องนี้จึงรับแสงแดดทั้งตอนเช้าและตอนบ่าย
ผ่านหน้าต่างทิศตะวันออก ฉันชอบเฝ้ามองหงส์ดำและหงส์ขาวในทะเลสาบ พวกมันลอยนิ่งๆดูสง่างามอยู่บนผิวน้ำ แต่เวลาหงส์ขึ้นมาเดินบนบก พวกมันก็ไม่ต่างไปจากห่านเลยสักนิด
ภาพสะท้อนเงาท้องฟ้าบนผิวน้ำ ฉันจินตนาการว่าท้องฟ้ากำลังส่องกระจก ท้องฟ้าเปลี่ยนไปทุกครั้งเมื่อฉันมอง ถ้าขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ภาพที่ฉันเห็นจะเปลี่ยนไปชั่วกาล
ห้องนี้ก็เหมือนกัน มันจะเปลี่ยนไปถ้าไม่มีกี่ทอผ้าโบราณขนาดใหญ่และม้ายาวทำจากไม้อยู่กลางห้อง ในห้องกว้างไม่มีสิ่งอื่นใดนอกจากกี่ทอผ้าและม้านั่ง
สุดความยาวห้อง ผ่านหน้าต่างทางทิศตะวันตกที่ฉันไม่ยอมเข้าใกล้ ฉันเห็นหลังคาโบสถ์ เห็นหน้าต่างชั้นบนสุดที่เป็นกระจกสีมีลวดลาย แสงส่องผ่านกระจกสีนี้ไปทอลายอยู่บนพื้นกลางโบสถ์
เสียงเดินขึ้นบันได เสียงชายกระโปรงสะบัด เธอมาแล้ว สุภาพสตรีในชุดดำ อิงก้าผู้มีผมสีทองและดวงตาสีฟ้าสด
เด็กน้อย เมื่อไหร่เธอจะยอมไปยืนที่หน้าต่างนั้นซะที ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอก ไม่มีซากศพลุกขึ้นจากหลุม พวกเขาไปเฝ้าพระผู้เป็นเจ้าแล้ว
ไม่ หนูไม่อยากเห็นสุสาน ไม่อยากเห็นไม้กางเขน หนูไม่อยากนึกถึงร่างที่นอนอยู่ใต้นั้น
ที่นั่นสวยงามสุขสงบ เธอชอบดอกไม้ไม่ใช่หรือ มีดอกไม้มากมายที่นั่น
ฉันส่ายหัว ไม่ค่ะ มีดอกไม้เยอะแยะในเมือง
เธอหัวเราะเบาๆ นั่งลงที่หน้ากี่ทอผ้าแล้วเริ่มทอ ทอโดยไม่มีด้ายสักเส้น เป็นเรื่องประหลาด ฉันถึงกับเคยคิดว่าสุภาพสตรีวัยใกล้สามสิบคนนี้หนีมาจากโรงพยาบาลบ้า แต่นานเข้าฉันก็คุ้นกับการทอผ้าในแบบของเธอ
แดดเช้าสาดส่องเข้ามาในห้อง จับใบหน้าซีกหนึ่งของสุภาพสตรีในชุดดำสว่างเรืองรอง ผมสีทองรับประกายแดด แก้วตาสีฟ้าจัดเจิดจ้าเหมือนสีท้องฟ้าครามในยามเย็น
แต่ใบหน้าอีกซีกหนึ่งเป็นเงาดำๆ ฉาบเคลือบเหมือนหน้ากาก เหมือนหุ่น เหมือนรูปปั้น เหมือนคนตายซาก ทุกสิ่งที่เกี่ยวกับเธอช่างแปลกประหลาด
ถึงวันนี้ คุณทอผ้าล่องหนสำหรับพระราชาได้กี่หลาแล้วคะ ฉันแสร้งตีสีหน้าเคร่งขรึม มันเป็นเรื่องตลกระหว่างเรา
เธอหัวเราะ หันมามองฉันด้วยประกายตาสดใส คงมีเพียงเราสองคนเท่านั้นที่หัวเราะ ฉันไม่แน่ใจว่าคนอื่นจะคิดว่ามันตลกหรือเปล่าเพราะฉันไม่เคยเล่าเรื่องตลกนี้ให้ใครฟัง
เธอหันกลับไปทอผ้าที่ไม่มีเส้นด้าย
ฉันลงนั่งบนพื้นไม้เย็น ๆ ไม่ไกลจากเธอนัก เราพบกันทุกวัน แล้วทุกวันหนูก็อยากถามว่า คุณทอผ้าทำไม
เธอหยุดแล้วหันหน้ามามองฉันอย่างเมตตา เพราะฉันสวยงามเมื่อนั่งทอผ้าอยู่บนม้าไม้ตัวนี้ ฉันสวยงามเมื่อทำสิ่งที่มีประโยชน์ในทางใดทางหนึ่ง
คุณสวยไม่ว่าอยู่ที่ไหน จริงๆนะคะ แต่หนูสงสัยว่ามันมีประโยชน์ยังไง ฉันมองกี่ทอผ้าที่ไม่หยุดเคลื่อนไหว มันไม่หยุดเพราะเธอไม่หยุด
เธอนิ่งเหม่อ ฉันคอย เธอคงกำลังทบทวนบางสิ่งขณะฉันอยากให้เธอคิดได้ว่ามันไม่มีประโยชน์อะไร ฉันอยากให้เธอเลิกทอผ้าที่มองไม่เห็นเสียที
ฉันหยุดคิดเมื่อเธอพูด ฉันทอผ้าให้ทหารในกองทัพ ฉันทอผ้าห่ม ทอผ้าขนสัตว์สำหรับทำเสื้อคลุมกันหนาว ฤดูหนาวกำลังจะมาถึง เธอก็รู้ดีว่าอากาศแถบนี้หนาวเย็นแค่ไหน ทหารพวกนั้นต้องเดินทางฝ่าหิมะ เหน็บหนาวตัวแข็งแทบขาดใจ ... เธอหยุด เสียงแหบพร่าขึ้นทุกขณะ
เธอสะอื้นแต่ไม่มีน้ำตาสักหยด เธอไม่ร้องไห้ ได้แต่หายใจลึกๆ เหมือนเธอกลืนความเศร้ากลับลงไปในท้อง แต่ความเศร้าคงก้อนใหญ่เกินไป เธอทำไม่สำเร็จ เธอยกมือขึ้นปิดหน้าและซบลงกับขอบกี่ทอผ้า เธอพยายามร้องไห้เหมือนไม่ได้ร้องไห้ด้วยการไม่เปล่งเสียง
ฉันยืนตัวแข็ง ไม่รู้ว่าควรทำอะไร พูดอะไร เด็กๆไม่รู้หรอกว่าความอยากรู้อยากเห็นของเราจะทำให้ผู้ใหญ่คนหนึ่งเสียใจมากขนาดนี้
สัญชาตญาณพาฉันเข้าไปหาเธอ อิงก้า หนูขอโทษที่ทำให้คุณร้องไห้ หนูเสียใจจริงๆ เธอเงยหน้าดึงฉันเข้าไปกอดแน่นๆแล้วก็ดันออก มองหน้าและดวงตาเปียกชื้นของฉันด้วยดวงตาโศกที่เปียกชุ่มของเธอ
เด็กน้อย ความเศร้านี้เป็นของฉัน ไม่ใช่ของเธอ อย่าแบกรับมันไว้ หัวใจเล็กๆของเธอยังอ่อนเยาว์ และไหล่ของเด็กๆก็ไม่กว้างและแข็งแรงพอที่จะรับความทุกข์ของโลก เสียงเบาปลอบประโลม แต่รอยย่นที่หัวคิ้วบอกฉันว่าเธอจริงจังแค่ไหน
หนูรู้ แต่หนูอาจช่วยคุณได้ อิงก้า ทำไมคุณถูกใช้ให้ทอผ้าสำหรับทหารทั้งกองทัพ พวกเขารบกันที่ไหนหรือคะ
นาร์วา...
อิงก้ามองเหม่อ เธอคงเห็นภาพบางภาพในอากาศ ฉัน ก็เหมือนกับผู้หญิงส่วนใหญ่ในประเทศนี้ เราต่างเฝ้าทอผ้าให้ทหารทั้งกองทัพ เพื่อจะแน่ใจได้ว่า ไม่มีทหารแม้แต่คนเดียวต้องเหน็บหนาวอยู่ท่ามกลางหิมะหนาๆ เราไม่ยอมให้ทหารบาดเจ็บแม้เพียงคนเดียวต้องสั่นระริกหนาวจนขาดใจอยู่ในเสื้อผ้าขาดๆ”
เธอผ่อนลมหายใจให้เสียงสะอื้นได้เล็ดรอดออกมา “เพราะทหารคนเดียวคนนั้นอาจเป็นคนที่เรารัก หัวใจฉันสะท้านอยู่ในอุณหภูมิลบยี่สิบกว่าองศากับพวกเขา หัวใจของฉันติดตามคนที่ฉันรักไปตั้งแต่วันที่เขาออกเดินทาง
โออิงก้า มิน่าคุณถึงได้โศกเศร้าแล้วก็เอาแต่ทอผ้า
กอดฉันไว้ เธอวิงวอน
ฉันทำเช่นนั้น
กอดฉันไว้ ถึงอ้อมแขนเธอไม่อาจโอบรัดรอบตัวฉัน กอดฉันแน่นๆแม้อ้อมกอดเธอจะไม่แข็งแกร่งเท่าอ้อมกอดเขาผู้ไม่กลับมา
ฉันกอดเธอแน่นที่สุดเท่าที่จะแน่นได้ แล้วความเจ็บปวดที่เงียบกริบ ที่ไม่มีวันจะส่งเสียงก็กอดเราไว้อีกที
ฉันไม่รู้ทำไมถึงรักอิงก้ามากๆ รู้แต่ว่ารัก ต้องเป็นความรักของเธอแน่ๆที่ทำให้ฉันรักเธอ สุภาพสตรีในชุดดำคือแหล่งกำเนิดของความรัก
จากห้องใต้หลังคา คุณทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่
เธอเข้าใจผิดแล้วเด็กน้อย ฉันไม่ได้ทอผ้าเพื่อทหารทั้งกองทัพ ฉันทำเพื่อคนๆเดียว คนที่ฉันรัก
ฉันนิ่งเงียบ รอเธออธิบายให้ฉันเข้าใจ
บางคนทำสิ่งใหญ่ๆเพื่อคนตัวเล็กๆหลายๆคน บางคนทำสิ่งยิ่งใหญ่เพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่เช่นทำเพื่อประเทศ แต่ฉันทำสิ่งเล็กๆเพื่อคนตัวเล็กๆเพียงคนเดียว นั่นละ สิ่งที่ฉันทำ
แค่ทอผ้าห่มหนึ่งผืน กับอีกหนึ่งผืนสำหรับเย็บเสื้อคลุมกันหนาวของคนที่คุณรัก แต่นี่คุณทอผ้าให้ทหารทั้งกองทัพ
เธอพยักหน้าช้าๆ ใช่ เช่นเดียวกับผู้หญิงคนอื่นๆ ที่แน่ๆ ฉันรู้ว่าสิ่งเล็กน้อยที่เราทำเพื่อคนตัวเล็กๆเพียงคนเดียว ยิ่งใหญ่อยู่ในตัวของมันเอง
เสียงนาฬิกาโบราณเรือนใหญ่ในห้องชั้นล่างตีสิบสองครั้งบอกเวลาเที่ยงวัน หมดเวลาของเราแล้ว ฉันจำคำพูดของอิงก้าได้ขึ้นใจ สิ่งเล็กน้อยที่เด็กหญิงอายุสิบเอ็ดได้รับจากเธอ มีความหมายต่อฉัน อิงก้าทำกับฉันเหมือนที่ทำกับผู้ใหญ่คนหนึ่ง มันสำคัญต่อฉันมาก
ฉันมองไปที่หน้าต่างด้านตะวันตก สักวันฉันจะเข้าไปยืนจนชิดขณะอิงก้าชี้ที่พักอาศัยของเธอ ฉันจะเอาชนะความกลัวยิ่งใหญ่เพื่อความรักที่ฉันมีต่ออิงก้า
~
ฉันเปิดประตูหน้าบ้าน ถลาสู่ความหนาวเยือกปลายฤดูใบไม้ร่วงในสวน เสียงบานประตูกระแทกดังลั่นตามหลัง ทั้งที่รู้ว่าอยู่ในสายตาของแม่แต่ฉันก็เตะใบไม้แห้งกระจุยกระจาย ฉันปิดหน้าร้องไห้ แล้วเตะใบไม้ แล้วร้องไห้ แม่จะปล่อยฉันสักพัก เมื่ออารมณ์เย็นลง ฉันจะกลับเข้าไปในบ้านเอง
โอ ฉันจะทำยังไงดี? จะบอกอิงก้ายังไง
~
ฉันเดินพล่านอยู่ไม่ติดในห้องใต้หลังคา แสงแดดเช้าทอผ่านหน้าต่างทิศตะวันออกเข้ามาทำบางอย่างกับพื้นห้องและกี่ทอผ้า ดูมันเป็นประกายระยิบระยับเหมือนอยู่ในนิทาน เดย์ดรีมเมอร์ ชื่อที่พ่อตั้งให้ พวกฝันกลางวัน พ่อว่าอย่างนั้น ฉันจึงขยี้ตาแล้วมองมันอีกครั้ง
เมื่อไหร่อิงก้าจะมาซักที ฉันบ่นพึมพำ
เสียงเดินขึ้นบันได เสียงชายกระโปรงสะบัด อิงก้ามาแล้ว!
เธอยิ้ม เดินเข้ามาโอบแล้วก้มลงจูบที่หน้าผาก ริมฝีปากของเธอนุ่มจุมพิตเลยนุ่มไปด้วย อรุณสวัสดิ์เด็กน้อย เช้านี้ฉันลุกลี้ลุกลนชอบกล รู้สึกเหมือนใครบางคนกำลังรออยู่ เธอเดินไปนั่งลงบนม้าไม้
ใช่ค่ะอิงก้า หนูมารอคุณตั้งนาน หนูมีคำถาม
เธอหัวเราะ ฉันชอบเสียงหัวเราะของเธอ มีวันไหนบ้างที่เธอไม่มีคำถาม เธอหันมา ใช้มือขวาตบที่ว่างบนม้านั่ง มานั่งที่นี่ซีเด็กน้อย ฉันจะได้ฟังคำถามเธอชัดๆ
ฉันเข้าไปนั่งเบียดอยู่ข้างเธอ โดยไม่มองหน้าฉันถามด้วยเสียงอู้อี้ อิงก้า คนรักของคุณไปทำสงครามที่นาร์วาใช่มั้ยคะ
แขนข้างหนึ่งของเธอรัดฉันแน่นแล้วคลายออก เด็กน้อย อยากรู้อยากเห็นแล้วยังช่างจำอีก ใช่แล้วจ้ะ คนรักของฉันไปรบที่นั่น
หัวใจของฉันฝ่อ มันหดเล็กเหลือนิดเดียวและคงเหี่ยวย่นเหมือนปลายนิ้วมือที่แช่น้ำนานๆ ปากของฉันบอกเธอว่า อิงก้าคะ หนูอยากช่วยคุณ แต่คุณต้องสอนหนูทอผ้า
เธอหัวเราะเบาๆ ฉันไม่รู้ว่า กี่ทอผ้านี้ใหญ่เกินไป หรือเธอตัวเล็กเกินไปกันแน่ แต่ถ้าเธอมุ่งมั่นจะทอผ้าให้เป็น เธอก็จะทำได้ ไม่ยากหรอก โดยเฉพาะเมื่อไม่มีเส้นด้าย
กี่ทอผ้าจะไม่เล็กลง แต่หนูโตขึ้นทุกวัน แล้วเมื่อหนูโตพอ หนูจะทอผ้าได้ดีเหมือนคุณ ฉันประกาศอย่างจริงจัง
~
ปี 2010
ฉันเคยเป็นเด็กหญิงผอมบางอายุสิบเอ็ดคนนั้น ฉันเรียนรู้วิธีทอผ้าที่ไม่มีเส้นด้ายอย่างจริงจัง สอนโดยอิงก้า สุภาพสตรีในชุดดำ ในปีค.ศ. 1997
สงครามที่นาร์วา เกิดขึ้นในปี 1770 กองทัพสวีเดนภายใต้การนำของพระเจ้าชาร์ลส์ที่สิบสองมีชัยชนะเหนือกองทัพรัสเชียของพระเจ้าซาร์ปีเตอร์ที่หนึ่งด้วยจำนวนคนที่น้อยกว่ามาก แต่กระนั้นก็เป็นกองทัพที่พรั่งพร้อมที่สุด
ในปี 1997 ฉันไม่ได้บอกอิงก้าหรอกว่า สงครามที่เธอพูดถึงเกิดขึ้นเมื่อสองร้อยกว่าปีมาแล้ว ฉันเก็บความจริงนี้ไว้ในหัวใจเล็กๆของฉัน
ความคิดเด็กๆบอกฉันว่าความจริงของฉันไม่มีกำลังมากพอที่จะลบล้างความจริงของอิงก้า
มันไม่มีกำลังมากพอที่จะเอาชนะความรักที่ฉันมีต่อสุภาพสตรีในชุดดำ
~
ปี 2010 ฉันมีโอกาสได้กลับมาเยี่ยมเยียนบ้านหลังนี้ที่เคยอยู่อาศัยในวัยเด็ก ฉันขออนุญาตเจ้าของบ้านเช่าคนปัจจุบันขึ้นไปห้องใต้หลังคา ในยามบ่าย แสงแดดส่องผ่านหน้าต่างทางทิศตะวันตกเข้ามาในห้อง กี่ทอผ้าเปล่งประกายอยู่ที่เดิม ฉันเดินไปยืนชิดหน้าต่าง มองไปที่สุสาน นึกถึงวันที่อิงก้าชี้ที่อยู่ของเธอให้ฉันดู
ฉันเดินมานั่งลงบนม้ายาวที่ทำด้วยไม้ และเริ่มทอผ้า ...





*





11 ความคิดเห็น:

  1. เยี่ยมเลยครับ

    ตอบกลับลบ
  2. ขอบคุณคุณทิว นานทีจะชม

    ^^

    จัสมินไปลงบทกวีที่บ้านใหญ่แล้ว
    เข้าไปกระทู้คุณทิวด้วยนะคะ

    ตอบกลับลบ
  3. จัส...

    ศศิชอบเรื่องสั้นเรื่องนี้มาก มาก มาก มาก มาก
    หนึ่ง ฉาก มีรายละเอียดให้บรรยากาศ เป็นฉากที่แฟนแทสติค
    สอง ตัวละครเด็กน้อยกับอิงก้าชัดจนเห็นเป็นตัวเลยค่ะ
    สาม ประเด็น แก่นของเรื่องและมุมมอง สุดยอด
    ตอนจบ ประทับใจ เหมือนจัสบอกว่า ความรักถูกถุกทอจากรุ่นสู่รุ่น
    จากผู้หญิงผ่านผู้หญิง
    ความรักระหว่างเด็กผู้กญิงกับผู้หญิง
    ความเข้าใจระหว่างหญิงสองคนที่ต่างวัย
    ความผูกพันที่ลบล้างไม่ได้ด้วยความตาย
    1. อิงก้ากับคนรัก
    2. อิงก้ากับเด็กน้อย

    ความรักที่รักแล้วก็ทำบางสิ่งซ้ำๆเพื่อรักนั้น
    ที่อิงก้าทอผ้าข้ามศตวรรษเพราะเธอยังไม่เลิกรัก
    เหมือนกับเธอจะไม่มีวันสิ้นหวัง ตราบเท่าที่เธอยังทอผ้า
    เค้าอาจกลับมา
    ความรักไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลที่จะแสดงความรัก

    ความรักมีหลายแบบ
    แล้วความรักจากคนตัวเล็กๆหนึ่งคน ที่มีต่ออีกหนึ่งคน
    กลายเป็นความรักยิ่งใหญ่
    อิงก้าเป็นห่วงกลัวคนที่เธอรักจะหนาวตาย จะใส่เสื้อผ้าขาดๆ
    ทำให้เธอทอผ้าจำนวนมาก อาจเพื่อทั้งกองทัพ เพื่อคนที่เธอรัก
    ชอบมากตรง...เช่นเดียวกับผู้หญิงในประเทศนี้

    ความรักที่ละเอียดอ่อนและแข็งแกร่งที่สุด
    มักมาจากผู้หญิง

    ความเศร้าที่สวยงาม
    ความรักที่สวยงาม
    มาจากกันและกัน

    ชอบมากตรง... ความจริงของฉัน ไม่มีแรงพอจะลบล้าง ความจริงของอิงก้า

    ศศิปรบมือให้จนเจ็บมือเลย

    ^^

    ชอบอ่านบทกวีของจัส แต่พอได้อ่านเรื่องสั้นแล้วก็งงเหมือนกัน
    เขียนให้อ่านอีกค่ะคุณเพื่อน

    รักจัส จ๊วบบบบบบ

    อิ



    (เมื่อไหร่ละครไทยจะเลิกตบแย่งผู้ชายกันซักที เอียน)

    ตอบกลับลบ
  4. ไม่ระบุชื่อ7.9.54

    นะกะไม่ค่อยได้อ่านเรื่องสั้นบ่อยนัก

    หรือถ้าอ่านก็จะอ่านพวกเรื่องสั้นของไทยๆเสียมากกว่า

    แต่พอได้อ่านเรื่อง “แสงแดดในห้องใต้หลังคา”

    ทำให้นะกะคิดว่านี่ไม่ใช่เรื่องสั้นทั่วไป

    แต่เป็นการอ่านวรรณกรรมเรื่องสั้นของต่างประเทศที่เขียนโดยนักเขียนคนไทยเลยทีเดียว

    นะกะวิจารณ์ออกมาแบบศศิไม่เป็น

    รู้แต่ว่า “ยอดเยี่ยม”ค่ะ

    ยกนิ้วให้ แล้วตบมือให้ด้วย

    ตอบกลับลบ
  5. ดีใจที่นะกะได้อ่านเรื่องสั้นเรื่องแรกของจัส
    ...แล้วชอบ

    ดีแล้วค่ะที่แต่ละคนมีวิธีวิจารณ์แตกต่างกัน
    ถ้าเหมือนกัน คนเดียววิจารณ์ก็พอแล้วนะคะ

    จัสคนอ่าน ก็อยากฟังคำวิจารณ์หลายๆแบบค่ะ
    มันน่าสนใจสำหรับจัส

    ขอบคุณนะกะมากๆเลย
    รออ่านเรื่องต่อๆไปนะคะ

    ^^

    ตอบกลับลบ
  6. ขอนำคำวิจารณ์ของน้องจันทร์มาเก็บไว้ที่นี่ด้วยค่ะ แต่เป้นคำวิจารณ์เมื่อปีที่แล้ว เรื่องไม่เปลี่ยนไป คำวิจารณ์ไม่รู้จะเปลี่ยนไปไหมนะ

    จันทร์วิจารณ์ว่า ...

    งานเขียนนี้เป็นพี่ลิญจริงๆ ทั้งภาษาทั้งความคิด เห็นด้วยกับคุณกระดาษเปล่า(ชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ) ว่ามีพี่ลิญอยู่ในงาน ชัดมาก มาก เลย
    สิ่งหนึ่งที่จันเป็นคือ จากรอบหนึ่งถึงรอบสี่ลำดับความรู้สึกมากขึ้นเป็นลำดับ

    คืออะไร

    คือตอนแรกที่ได้งานมา อยากอ่านอยากรู้
    ก็จะอ่านสแกนเรื่องไป และจึงค่อยได้เก็บรายละเอียด
    เรื่องนี้สำหรับจันถ้าคุณค่อยๆ ค่อยๆติดตามความรู้สึกไป ความสะเทือนใจจะเกิดขึ้น ในระดับลึกทีเดียว
    อย่างในรอบสี่ของจันนี่อ่านจบแล้วรู้สึกประหลาดๆข้างในเลย ไม่กล้าขุดความรู้สึกมาก เดี๋ยวจะร้องไห้ ฮ่าๆ เหมือนพูดเอาฮา แต่ทว่า จริง
    อาจเพราะเป็นผู้หญิงรึเปล่า พอเจอประโยคอย่างนี้เข้าไป

    เราต่างเฝ้าทอผ้าให้ทหารทั้งกองทัพ เพื่อจะแน่ใจได้ว่า ไม่มีทหารแม้เพียงสักคนต้องเหน็บหนาวอยู่ท่ามกลางหิมะสีขาวที่ถูกสาดด้วยกองเลือดสีแดง จะไม่มีทหารบาดเจ็บแม้เพียงสักคนต้องสั่นระริกในเสื้อผ้าฉีกขาดแหว่งวิ่น เพราะทหารคนเดียวคนนั้น อาจเป็นคนที่เรารัก

    “บางคนทำสิ่งยิ่งใหญ่เพื่อคนตัวเล็กๆหลายๆคน บางคนทำสิ่งยิ่งใหญ่เพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่เช่นทำเพื่อประเทศ แต่ฉันทำสิ่งเล็กๆเพื่อคนตัวเล็กๆเพียงคนเดียว นั่นละ สิ่งที่ฉันทำ”
    อารมณ์สะอึกข้างในเลย

    เรื่องนี้ไม่ต้องทำอะไรมากมาย สถานการณ์ที่มันเป็นเรื่องของสงครามก็บอกอะไรในตัวอยู่แล้ว เจอะประโยคสะกิดบางอย่างให้เราเนื่องอารมณ์นึกภาพเทียบเคียงกับจินตนาการได้ ก็กระทบใจแล้วค่ะ แงงงงงง........(เป็นผู้หญิงอ่อนโยนนี่คะจัน ก๊าก) แต่จริงๆนะ ถ้านึกตามไป จะไม่ไหวเลยจริงๆ กระทบอารมณ์ค่ะ


    วิจารณ์งานจันทร์หลายเรื่อง ได้คำวิจารณ์กลับมาก็อิ่มเอมบอกไม่ถูก ผ่านมานานยังอิ่มใจอยู่เลยค่ะ

    ...

    ตอบกลับลบ
  7. ศศิขอเพิ่มเติมว่า
    ความรักในเรื่องนี้นอกจากเป็นความรักต่างวัยระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่แล้ว
    ยังเป้นความรักข้ามมิติระหว่างเด็กกับผีด้วย

    ความรักยังอยู่เหนือกาลเวลา อิงก้ารอคนรักที่ตายไปกว่าสองร้อยปี
    แล้วเด็กที่โตเป็นสาวก็ยังรักอิงก้า
    ความรักข้ามเวลาแสดงออกผ่านการทอผ้าที่ไม่มีเส้นด้าย
    ไม่หมดหวัง แต่ไม่คาดหวัง

    จุกจริงๆ

    สุดยอดดดดดด

    ตอบกลับลบ
  8. ศศิเป็นคนแรกที่พูดคำว่า ..ผี..

    ^^

    ไม่หยุดทอ แม้ไม่มีเส้นด้าย
    นั่นละ

    ^^

    ปรบมือ :)

    ตอบกลับลบ
  9. อ่านแล้วขนลุกซู่
    ยิ่งรู้ว่าท่านที่เป็นแรงบันดาลใจล่วงลับ
    ยิ่งรู้สึกมาก
    เรื่องนี้มีพลังมากเลยนะคะจัส
    เรื่องสื่อถึงหลายๆอย่าง แต่ทั้งหมดทั้งมวลคือความรัก
    แรงจริงๆเรื่องนี้
    แรงแบบจัส เงียบๆงามๆแต่แรง

    Minmintra

    ตอบกลับลบ
  10. น่ารักมากกกค่ะ

    ตอบกลับลบ
  11. ภาพนกน้อย ก้าวเดิน น่ารักจังค่ะ ก้าวเล็ก ๆ แต่สามารถบินได้สูงมากมายค่ะ

    ตอบกลับลบ