Home Photo

Home Photo
Happy New Year 2019

สวัสดีปีใหม่ค่ะ
กว่าจะมาสวัสดีได้ก็ผ่านไปถึง 15 วันแล้ว
เวลาผ่านไปรวดเร็วเหลือเกิน
แต่เราก็ยังมีอีก 11 เดือนครึ่งที่เหลืออยู่ให้ได้ทำอะไร ๆอย่างที่ใจปรารถนา
ขอส่งความรู้สึกดี ๆ ส่งแรงกายและแรงใจ และความเบิกบานเป็นสุขถึงเพื่อนอ่านทุกคนค่ะ

ลงภาพวาดหมายเลข 5 ซึ่งเป็นภาพเล็กหรือภาพลองวาดในกระทู้ "บทกวีบนแคนวาส"แล้วนะคะ

จัสมิน
15 มกราคม 2562


แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความ Article แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความ Article แสดงบทความทั้งหมด

30.10.58

ไนติงเกล และ ดอกกุหลาบ โดย ออสการ์ ไวลด์ / The Nightingale and The Rose by Oscar Wilde

ตั้งแต่เดือนสิงหาคมจนถึงวันนี้กุหลาบแดงบานหลายดอก
นึกย้อนไปหลายปืก่อน เพื่อนเขียนอ่านคนหนึ่งเคยพูดถึงนกไนติงเกล หนามกุหลาบ
เลือด และความตาย รูปธรรมที่ใช้เล่าถึงนามธรรม...ความรัก

*





 "ไนติงเกลและดอกกุหลาบ"
เป็นเทพนิยายเรื่องสั้นสำหรับเด็กที่เขียนโดยออสการ์ไวลด์ นักเขียนผู้โด่งดังในปีคริสต์ศักราช 1888
ถึงวันนี้ก็มีอายุ 127 ปี
ในหนังสือรวมเรื่องสั้น The Happy Prince and other short tales "เจ้าชายผู้มีความสุขและเรื่องสั้นอื่น ๆ"
มีเรื่องสั้นรวมห้าเรื่องด้วยกัน คือ "เจ้าชายผู้มีความสุข"
"ไนติงเกลและดอกกุหลาบ"
"ยักษ์ผู้เห็นแก่ตัว"
"เพื่อนผู้เสียสละ"
และ "พลุที่ไม่ธรรมดา"


เจ้าชายผู้มีความสุขและเรื่องสั้นอื่น ๆ / The Happy Prince and other short tales

...

แต่แรกตั้งใจว่าจะถ่ายทอดผ่านบทกวี
แต่เมื่อเข้าไปอ่านต้นฉบับแล้วพบว่ามีหลายวรรคตอนที่ไม่อยากปล่อยผ่าน
และอยากให้ได้อรรถรสจากถ้อยคำและวิธีการนำเสนอแบบออสการ์ ไวลด์
จึงลงมือแปล

...

ตัวละคร

ตัวละครหลักในเรื่องนี้คือนกไนติงเกล นักศึกษาหนุ่มผู้ตกอยู่ในห้วงรัก
 ต้นกุหลาบที่ไม่อาจให้ดอกได้ในฤดูหนาว
หญืงสาวที่ถูกรักและตัวประกอบต้นกุหลาบและสัตว์ที่อาศัยอยู่ในสวน


...

เรื่องย่อ

นกไนติงเกลได้ยินนักศึกษาหนุ่มคร่ำครวญถึงหญิงสาวที่เขารัก
เจ้าชายจัดงานเต้นรำ เธอสัญญาว่าจะเต้นรำด้วยถ้าเขามีกุหลาบแดงมาให้
แต่ในสวนไม่มีกุหลาบแดงเลยสักดอก
นกไนติงเกลคิดว่า ชายหนุ่มคนนี้เป็นคนดีมีรักแท้
มันจึงออกบินเพื่อนำกุหลาบแดงมาให้นักศึกษาหนุ่ม

ต้นกุหลาบใต้หน้าต่างห้องชายหนุ่มบอกไนติงเกลว่า
ถ้าหากไนติงเกลร้องเพลงที่ไพเราะที่สุดตลอดคืนขณะแนบอกกับหนามกุหลาบ
เลือดจากอกของมันจะหล่อเลี้ยงต้นกุหลาบในฤดูหนาวให้ฟื้นตื่นและออกดอก

ไนติงเกลเสียสละยอมตายเพื่อความรักของชายหนุ่ม
มันเชื่อว่าชีวิตคนย่อมมีค่ากว่าชีวิตนกอย่างมัน
มันร้องเพลงจนถึงเช้า เลือดรินไหลหล่อเลี้ยงต้นกุหลาบ
ในที่สุดก็ร่วงตกลงมาตายบนพื้นหญ้า หนามกุหลาบปักคาอยู่ที่อก

หนุ่มนักศึกษาเห็นดอกกุหลาบแดงก็ดีใจ นำไปให้หญิงสาวที่เขารักที่งานเลี้ยง
เธอปฏิเสธไม่เต้นรำกับเขาเพราะชายอื่นนำเครื่องประดับเพชรพลอยที่สูงค่ามาให้
ชายหนุ่มผิดหวัง ออกมาจากงานเลี้ยง โยนดอกกุหลาบที่แลกด้วยชีวิตไนติงเกลทิ้ง
กลับไปศีกษาวิชาอภิปรัชญาที่เขาสนใจ
ความเชื่อในรักแท้ก็สูญสิ้นไป


*

เรื่องนี้เมื่ออ่านจากตัวหนังสือแล้วเศร้ามาก  สงสารไนติงเกล
เศร้าเพราะเรื่องเล่า เศร้าเพราะคำที่ใช้
เศร้าเพราะใจนกแท้จริงกว่าใจคน ทว่าไร้ค่า หาความหมายใดไม่ได้
เรื่องนี้ลึกซึ้งและซ้อนทับเป็นชั้น ๆ เหมือนหน้ากระดาษในหนังสือ
อ่านแล้วรู้เรื่อง

เรื่องสั้นนี้มีทั้งหมดแปดหน้า แปลได้เพียงสี่หน้าก็ต้องหยุดเพราะเศร้ามาก
นำที่แปลมาลงไว้เพื่อให้ได้อรรถรสในการอ่านและเพลิดเพลินกับวิธีเล่าเรื่องนี้ของออสการ์ ไวลด์


*




ไนติงเกล และ ดอกกุหลาบ


- 1 -

"เธอบอกว่าเธอจะเต้นรำกับฉันถ้าฉันนำกุหลาบแดงไปให้" นักศึกษาหนุ่มคร่ำครวญ "ทั้งสวนนี้ไม่มีกุหลาบแดงเลยสักดอก"

จากรังในแอ่งไม้ของต้นโอ๊ค ไนติงเกลได้ยิน เธอมองผ่านใบไม้ออกมาและสงสัย

"ทั้งสวนนี้ของฉันไม่มีกุหลาบแดง" เขาร้อง และดวงตาสวยงามคู่นั้นของเขาก็เต็มไปด้วยน้ำตา
"อา ความสุขขึ้นอยู่กับเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้เอง ฉันอ่านทุกอย่างที่ปราชญ์เขียน และปรัชญาลึกลับทั้งหมดก็อยู่กับฉัน ทว่ากุหลาบแดงดอกเดียวที่ต้องการ ทำให้ชีวิตฉันน่าเวทนา"

"บัดนี้ในที่สุดคือผู้มีรักแท้" นกไนติงเกลพูด "คืนแล้วคืนเล่า ฉันเฝ้าร้องเพลงถึงเขา แม้ไม่รู้จัก
 คืนแล้วคืนเล่า ฉันเฝ้าเล่าเรื่องของเขาต่อหมู่ดาว และตอนนี้ฉันเห็นเขาแล้ว
สีผมเขาเข้มเหมือนดอกไฮยาซินธ์ที่เบ่งบาน ริมฝีปากแดงเหมือนกุหลาบที่เขาอยากได้
แต่ความเสน่หาทำให้เขาซีดเซียวเหมือนงาช้าง
และความโศกเศร้าก็ได้ประทับตราลงเหนือคิ้ว"

"เจ้าชายจัดงานเต้นรำคืนพรุ่งนี้" นักศึกษาหนุ่มพึมพัม "และหญิงที่ฉันรักจะไปร่วมงานด้วย
ถ้าฉันนำกุหลาบแดงไปให้เธอ เธอจะเต้นรำกับฉันจนรุ่งสาง
ถ้าฉันนำกุหลาบแดงไปให้เธอ ฉันจะโอบเธอไว้ในอ้อมแขน
เธอจะอิงศีรษะกับไหล่ฉัน ฉันจะกุมมือเธอไว้
แต่ไม่มีกุหลาบแดงในสวนนี้ ฉันจะต้องนั่งอยู่คนเดียว และเธอจะเดินผ่านฉันไป
เธอจะไม่สนใจฉัน และหัวใจฉันจะแตกสลาย"

"ที่นี่ในที่สุดคือคนรักจริง" ไนติงเกลพูด
"สิ่งที่ฉันร้องถึงทำให้เขาทรมาน สิ่งที่ทำให้ฉันมีความสุข เขาเจ็บปวด
แน่นอนความรักเป็นสิ่งอัศจรรย์ ล้ำค่ายิ่งกว่ามรกต แพงกว่าโอปอลชั้นดี
ไข่มุกและลูกทับทิมไม่สามารถซื้อหาสิ่งนั้นได้
และสิ่งนั้นไม่ได้ถูกวางไว้ในท้องตลาด
พ่อค้าไม่อาจจำหน่ายและไม่อาจชั่งสิ่งนั้นเทียบกับทองบนตาชั่ง"


- 2 -

"นักดนตรีจะนั่งอยู่ที่เวที" นักศึกษาหนุ่มพูด "และเล่นเครื่องสายของพวกเขา
คนที่ฉันรักจะเต้นรำกับเสียงพิณและไวโอลิน
เธอจะเต้นรำตัวเบาเท้าไม่แตะพื้น
และผู้มาร่วมงานในเสื้อผ้าหรูหราก็จะเข้ากลุ้มรุมรอบตัวเธอ
แต่กับฉัน เธอจะไม่เต้นรำด้วย เพราะฉันไม่มีกุหลาบแดงให้เธอ"
แล้วเขาก็ทิ้งตัวลงบนผืนหญ้า และฝังใบหน้าลงในอุ้งมือแล้วร้องไห้

"เขาร้องไห้ทำไม" กิ้งก่าสีเขียวตัวเล็กถามขณะวิ่งหางชี้ผ่านเขาไป
"นั่นซี่ทำไม"ผีเสื้อถามขณะขยับปีกไปมาตามประกายตะวัน
"ทำไมนะ" เดซี่กระซิบถามเพื่อนใกล้เคียงด้วยเสียงนุ่มเบา
"เขาร้องไห้ให้กับดอกกุหลาบสีแดง" ไนติงเกลบอก
"เพื่อกุหลาบแดง" พวกเขาร้องออกมา "ช่างเหลือเชื่อเสียจริง"
แล้วเจ้ากิ้งก่าตัวเล็กผู้ซึ่งคล้ายพวกชอบเยาะหยันก็ระเบิดหัวเราะออกมา
แต่ไนติงเกลเข้าใจความลับแห่งความเศร้าโศกของนักศึกษา
เธอนั่งเงียบอยู่ที่ต้นโอ๊คและนึกถึงความลึกลับของความรัก

ทันใดนั้น เธอก็กางปีกสีน้ำตาลเพื่อโผบิน และทะยานตัวขึ้นไปในอากาศ
บินผ่านป่าละเมาะไปดั่งเงา และเช่นเดียวกับเงา เธอลอยละล่องข้ามสวนไป

ตรงกลางสนามหญ้า มีต้นกุหลาบงามอยู่ต้นหนึ่ง
และเมื่อเธอเห็น เธอบินไปเหนือมัน และร่อนลงเกาะบนกิ่งเล็ก ๆ

"ให้กุหลาบแดงฉันเถิด แล้วฉันจะร้องเพลงที่หวานที่สุดของฉันให้ฟัง"
ต้นกุหลาบสั่นหัว "ดอกของฉันเป็นสีขาว" มันบอก "ขาวเหมือนฟองคลื่นในท้องทะเล
ขาวกว่าหิมะบนภูเขา แต่เธอไปหาน้องชายฉันที่ขึ้นอยู่รอบนาฬิกาแสงอาทิตย์เก่าดูซี
และบางทีเขาจะให้สิ่งที่เธอต้องการ"



- 3 -

ดังนั้น ไนติงเกลจึงบินไปที่ต้นกุหลาบที่ขึ้นอยู่รอบนาฬิกาแสงอาทิตย์เก่า
"ให้กุหลาบแดงฉันเถิด" เธอร้อง "แล้วฉันจะร้องเพลงที่หวานที่สุดของฉันให้ฟัง"
แต่ต้นกุหลาบส่ายหัว
"ดอกของฉันสีเหลือง" มันตอบ "เหลืองเช่นสีผมของเงือกสาวที่นั่งอยู่บนบัลลังก์อำพัน
และเหลืองยิ่งกว่าดอกแดฟโฟดิลที่บานอยู่ในทุ่งหญ้าก่อนเครื่องตัดหญ้าจะมาพร้อมกับใบมีด
แต่ว่าลองไปหาน้องชายฉันที่ขึ้นอยู่ใต้หน้าต่างของนักศึกษาหนุ่มดูซี่
และบางทีเขาจะให้สิ่งที่เธอต้องการได้"

ดังนั้นไนติงเกลจึงบินข้ามไปยังต้นกุหลาบที่ขึ้นอยู่ใต้หน้าต่างของนักศึกษา
"ให้กุหลาบแดงฉันเถิด" เธอร้อง "แล้วฉันจะร้องเพลงที่หวานที่สุดของฉันให้ฟัง"
แต่ต้นกุหลาบส่ายหัว
"ดอกของฉันสีแดง" มันตอบ "แดงเช่นเดียวกับเท้านกพิราป 
แดงยิ่งกว่าปะการังคลี่ที่ใหญ่ที่สุด ที่พัดโบกและโยกไหวอยู่ในถ้ำใต้มหาสมุทร
ทว่าฤดูหนาวได้ทำให้เส้นหล่อเลี้ยงของฉันเย็นยะเยือก
และน้ำค้างแข็งทำให้ดอกตูมชะงักงัน และพายุทำให้กิ่งฉันหัก
และฉันก็จะไม่มีดอกเลยในปีนี้"

"กุหลาบแดงดอกเดียวเท่านั้นที่ฉันต้องการ" ไนติงเกลร้องออกมา "กุหลาบแดงเพียงดอกเดียว"
"ไม่มีทางใดเลยหรือที่ฉันจะได้มันมา"
"มีทางซี" ต้นกุหลาบตอบ "แต่มันแย่มาก ๆ แย่เสียจนฉันไม่กล้าบอกเธอ"

"บอกฉันเถิด" นกไนติงเกลบอก "ฉันไม่กลัวหรอก"

"ถ้าเธอต้องการกุหลาบแดง" ต้นไม้พูด "เธอต้องสร้างมันขึ้นมาจากดนตรีแห่งแสงจันทร์ 
และทาสีมันด้วยเลือดจากหัวใจของเธอ
เธอจะต้องร้องเพลงขณะอกเธอแนบกับหนามของฉัน ตลอดคืนยาวนานเธอจะร้องเพลงเพื่อฉัน
และหนามของฉันจะแทงหัวใจเธอ และเลือดที่หล่อเลี้ยงชีวิตเธอจะไหลเข้าสู่เส้นหล่อเลี้ยงของฉัน
และกลายเป็นของฉัน


- 4 -

"ความตายเป็นราคาที่ดีมากที่ฉันจะจ่ายเพื่อกุหลาบแดงหนึ่งดอก" ไนติงเกลร้องออกมา
"และชีวิตมีค่าต่อทุกชีวิต มันสบายที่ได้นั่งอยู่ในป่าสีเขียว 
เฝ้ามองดวงอาทิตย์ในราชรถสีทอง และดวงจันทร์ในราชรถสีไข่มุก
หวานกลิ่นฮอว์ธอร์น และหวานคือดอกบลูเบลที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขา  
และเฮทเธอร์ที่ปลิวอยู่บนภูเขา
กระนั้น ความรักก็ดีกว่าชีวิต และหัวใจนกมีความหมายอะไรเมื่อเปรียบกับหัวใจคน

ดังนั้น เธอจึงกางปีก พุ่งเข้าไปในอากาศ โฉบผ่านสวนดั่งเงา
และเช่นเงา เธอลอยล่องผ่านแมกไม้ .....




 อ่านต่อได้ที่..
http://www.eastoftheweb.com/short-stories/UBooks/NigRos.shtml

ภาพจาก Wikipedia


*

6.4.57

ฮารูกิ มุราคามิ เขียนถึงตนเอง ลง เดอะนิวยอร์คไทมส์ (งานแปล) / Haruki Murakami writing about himself for The New York Times

เส้นทางอาชีพ ดนตรีแจ๊ส การเขียนนิยาย และสไตล์ของตนเอง

Haruki Murakami


ผมไม่เคยตั้งใจจะเป็นนักเขียนนิยาย
อย่างน้อยก็ไม่เคยคิดจนผมอายุยี่สิบเก้า
นี่เป็นเรื่องจริง


ผมอ่านหนังสือมามากตั้งแต่เด็ก
ผมดำดิ่งลงไปในโลกนิยายที่ผมอ่าน
ถ้าพูดว่าผมไม่อยากเขียนอะไรเลยก็เหมือนโกหก
แต่ผมไม่เชื่อว่าผมมีความสามารถพิเศษที่จะเขียนนิยาย

ตอนวัยรุ่น ผมคลั่งไคล้นักเขียนอย่างดอสโตเยฟสกี้ คาฟกา และบัลซัค
แต่ผมไม่อาจจินตนาการได้ว่าผมจะเขียนสิ่งใดเทียบเท่าผลงานที่พวกเขาทิ้งไว้ให้
ด้วยเหตุนี้ ตอนอายุยังน้อย ผมยอมแพ้ต่อความหวังที่จะเขียนนิยาย

ผมยังคงอ่านหนังสือต่อไปเหมือนงานอดิเรก
แต่ผมตัดสินใจมองไปในทิศทางอื่นเพื่อหารายได้

บนพื้นที่ทางอาชีพ สิ่งที่ผมเลือกคือดนตรี
ผมทำงานหนัก เก็บเงิน ผมยืมเงินจำนวนมากจากเพื่อน ๆ และเหล่าญาติ
หลังออกจากมหาวิทยาลัยได้ไม่นาน ผมเปิดแจ๊สคลับเล็ก ๆ ในกรุงโตเกียว
เราเสิร์ฟกาแฟตอนกลางวัน เสิร์ฟเครื่องดื่มตอนกลางคืน
เรายังมีอาหารพื้น ๆ สองสามอย่าง
เราเปิดแผ่นเสียงอย่างต่อเนื่อง สุดสัปดาห์จะมีนักดนตรีแจ๊สรุ่นใหม่เล่นดนตรีกันสด ๆ
ผมรักษาคลับแห่งนี้เป็นอย่างดีถึงเจ็ดปี
ทำไมหรือ
เหตุผลง่าย ๆ เพียงอย่างเดียว
มันทำให้ผมได้ฟังเพลงแจ๊สตั้งแต่เช้าจนดึก


ห้องเก็บแผ่นเสียงสะสมของมุราคามิ

ผมได้พบปะกับดนตรีแจ๊สในปี ค.ศ. 1964 เวลานั้นผมอายุสิบห้า
อาร์ต บเลคีย์ กับวง แจ๊ส แมสเซนเจอร์ส์ มาแสดงที่โกเบเดือนมกราคมปีนั้น
ผมได้ตั๋วเข้าชมเป็นของขวัญวันเกิด
ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมได้ฟังดนตรีแจ๊ส มันพุ่งเข้าใส่ผม เหมือนผมโดนฟ้าผ่า
วงเล่นดีมาก เวย์น ชอร์เตอร์ เป่า เทเนอร์ แซกซ์
เฟรดดี้ ฮับบาร์ด เป่าทรัมเปตต์
เคอร์ติส ฟูลเลอร์ เป่าทรอมโบน
และอาร์ต บเลคีย์ มือกลองที่หนักแน่นและสร้างสรรค์ เป็นหัวหน้าวง

ปีที่แล้วในบอสตัน ผมได้ทานอาหารเย็นกับ ดานิโล เปเรซ นักเปียโนแจ๊สจากปานามา
พอผมเล่าเรื่องนี้ให้เขาฟัง เขาหยิบมือถือออกมาแล้วถามว่า
"คุณอยากคุยกับเวย์นมั้ยฮารูกิ"
"แน่นอน" ผมตอบได้แค่นั้นเป็นเพราะผมพูดไม่ออก
เขาโทร.หาเวย์น ชอร์เตอร์ในฟลอริด้า แล้วส่งมือถือให้ผม
ผมบอกเวย์นว่า ผมไม่เคยฟังดนตรีที่น่าตื่นใจมาก่อนตั้งแต่วันนั้นจนวันนี้
ชีวิตเป็นเรื่องแปลก คุณไม่มีทางรู้หรอกว่าอะไรจะเกิดขึ้น
สี่สิบสองปีต่อมา ผมอยู่ที่นี่ เขียนนิยาย อาศัยอยู่ในบอสตัน
และคุยกับเวย์น ชอร์เตอร์ทางมือถือ
ผมไม่อาจคาดเดาได้เลย


ตอนผมอายุยี่สิบเก้า อย่างฉับพลันและไม่มีวี่แวว ผมรู้สึกอยากเขียนนิยาย
ผมรู้สึกว่าผมทำได้
แน่นอน ผมไม่สามารถเขียนสิ่งที่สามารถนำไปเปรียบเทียบกับงานของ ดอสโตเยฟสกี้ และบัลซัคได้
แต่ผมบอกตัวเองว่าไม่เป็นไร
ผมไม่ต้องเป็นยักษ์ใหญ่ทางวรรณกรรม
อย่างไรก็ตาม ผมยังไม่พบแนวคิดทางการเขียนนิยาย
หรือผมจะเขียนถึงอะไร
ผมไม่มีประสบการณ์แม้แต่น้อย
นอกจากนี้ ผมยังไม่มีสไตล์พร้อมใช้ให้หยิบฉวย
ผมไม่รู้จักใครที่จะสอนให้ผมเขียน
ไม่มีเพื่อนที่จะคุยกันเรื่องวรรณกรรม
ความคิดเดียวที่ผมมีในเวลานั้นคือ 
จะน่าอัศจรรย์แค่ไหนถ้าผมสามารถเขียนหนังสือเหมือนเล่นเครื่องดนตรี

ตอนเด็ก ๆ ผมเคยหัดเล่นเปียโน ผมอ่านโน้ตได้พอที่จะเล่นเพลงง่าย ๆ
แต่ผมไม่มีเทคนิคที่จำเป็นสำหรับนักดนตรีมืออาชีพ
ในหัวของผม ผมรู้สึกบ่อย ๆ ว่า บางอย่างที่เป็นดนตรีของผมเอง
หมุนวน กระเพื่อมอย่างรุนแรงและเข้มข้น
 ผมตั้งข้อสงสัยว่า จะเป็นไปได้ไหมที่ผมจะถ่ายโอนดนตรีนั้นผ่านการเขียน
และนี่เป็นจุดที่สไตล์ของผมเริ่มต้นขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นดนตรีหรือนิยาย พื้นฐานที่สำคัญที่สุดคือ จังหวะ
สไตล์ต้องมีจังหวะที่ต่อเนื่องเป็นธรรมชาติ
ไม่อย่างนั้นคนจะหยุดอ่านงานของคุณ
ผมเรียนรู้ความสำคัญของจังหวะจากดนตรี
โดยหลักจากดนตรีแจ๊ส
สิ่งที่ตามมาคือท่วงทำนอง 
ซึ่งในทางวรรณกรรมคือการเรียบเรียงถ้อยคำที่เหมาะสม เข้ากันกับจังหวะ
ถ้าถ้อยคำกับจังหวะลงตัวลื่นไหลงดงาม  ก็ไม่ต้องถามหาสิ่งอื่นใดอืกแล้ว
ต่อไปคือ เสียงประสาน เสียงที่มาจากความรู้สึกข้างในที่สนับสนุนถ้อยคำ
แล้วก็มาถึงส่วนที่ผมชอบที่สุด นั่นคือการเขียนสดอย่างอิสระ
ผ่านช่องทางพิเศษบางช่องทาง เรื่องราวเอ่อไหลอย่างเสรีจากภายใน
สิ่งที่ผมต้องทำคือเข้าไปในการรินไหลนั้น
สุดท้ายก็มาถึงสิ่งที่อาจเป็นสิ่งสำคัญที่สุด 
นั่นคือ ประสบการณ์แห่งความเบิกบานใจเมื่องานเสร็จสิ้นลง
เมื่อการแสดงของคุณได้จบลง
และคุณรู้สึกว่า คุณทำสำเร็จ คุณได้มาถึงสถานที่แห่งใหม่ที่มีความหมายต่อคุณ
ถ้าทุกอย่างเป็นไปด้วยดี คุณจะได้แบ่งปันความอิ่มเอมกับผู้อ่าน(ผู้ชม)ของคุณ

ในทางปฏิบัติ ทุกอย่างที่ผมเรียนรู้เกี่ยวกับการเขียน ผมเรียนรู้จากดนตรี
สิ่งที่ผมพูดอาจฟังดูประหลาดน่าขัน
แต่ถ้าผมไม่ถูกดนตรีครอบงำ ผมคงไม่ได้เป็นนักเขียนนิยาย
ถึงแม้ว่าขณะนี้ผ่านมาสามสิบกว่าปีแล้ว ผมยังได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเขียนอย่างมากมายผ่านดนตรีดี ๆ
สไตล์ของผมได้รับอิทธิพลลึกล้ำจากท่อนแยกในเพลงแจ๊สที่เคลื่อนหมุนไปซ้ำ ๆ อย่างอิสระของ 
ชาร์ลี ปาร์คเกอร์
เช่นเดียวกับการด้นสดที่ไหลลื่นอย่างสง่างามของ เอฟ. สก็อตต์ ฟิทเจอร์รัล
และผมยังคงใช้คุณสมบัติในการทำใหม่ทางดนตรีของไมลส์ เดวิส เป็นรูปแบบทางวรรณกรรม

นักเปียโนแจ๊สที่ผมชื่นชมมาตลอดคือ ทีโลเนียส มองค์
ครั้งหนึ่งมีคนถามเขาว่า ทำอย่างไรถึงได้เสียงพิเศษทว่าแน่นอนจากเปียโน
มองค์ชี้ไปที่คีย์บอร์ดแล้วบอกว่า
"ไม่มีโน้ตตัวใหม่หรอก เมื่อคุณมองไปที่คีย์บอร์ด ตัวโน้ตทั้งหมดอยู่ที่นั่นแล้ว
แต่ถ้าคุณให้ความหมายกับโน้ตตัวนั้นมากพอ
มันจะให้เสียงที่แตกต่าง 
คุณต้องเลือกตัวโน้ตที่คุณให้ความหมาย !"

ผมนึกถึงถ้อยคำนี้บ่อย ๆ เมื่อผมเขียน
ผมบอกตัวเองว่า "เป็นจริงอย่างนั้น มันไม่มีคำใหม่ ๆ 
หน้าที่ของเราคือให้ความหมายใหม่ ๆ เพิ่มเติมความหมายที่พิเศษให้กับคำธรรมดา ๆ
ความคิดนี้ทำให้ผมมั่นใจว่า ยังมีหนแห่งกว้างใหญ่ที่ยังไม่รู้จัก 
ที่ยืดขยายได้ ทอดยาวอยู่เบื้องหน้า
อาณาจักรที่อุดมสมบูรณ์รอให้เราเข้าไปเพาะหว่าน"


*
 มุราคามิเขียนบทความนี้ลงใน เดอะ นิวยอร์ค ไทมส์ หลังออกนวนิยาย "อาฟเดอร์ ดาร์ค" แปลเป็นภาษาอังกฤษโดย เจย์ รูบิน




พิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 2004
ฉบับแปลเป็นภาษาอังกฤษ ออกในปี ค.ศ. 2007


*
(ต้นฉบับ)


ฺWritten by Haruki Murakami 





I never had any intention of becoming a novelist — at least not until I turned 29. This is absolutely true.

I read a lot from the time I was a little kid, and I got so deeply into the worlds of the novels I was reading that it would be a lie if I said I never felt like writing anything. But I never believed I had the talent to write fiction. In my teens I loved writers like Dostoyevsky, Kafka and Balzac, but I never imagined I could write anything that would measure up to the works they left us. And so, at an early age, I simply gave up any hope of writing fiction. I would continue to read books as a hobby, I decided, and look elsewhere for a way to make a living.

The professional area I settled on was music. I worked hard, saved my money, borrowed a lot from friends and relatives, and shortly after leaving the university I opened a little jazz club in Tokyo. We served coffee in the daytime and drinks at night. We also served a few simple dishes. We had records playing constantly, and young musicians performing live jazz on weekends. I kept this up for seven years. Why? For one simple reason: It enabled me to listen to jazz from morning to night.
.
I had my first encounter with jazz in 1964 when I was 15. Art Blakey and the Jazz Messengers performed in Kobe in January that year, and I got a ticket for a birthday present. This was the first time I really listened to jazz, and it bowled me over. I was thunderstruck. The band was just great: Wayne Shorter on tenor sax, Freddie Hubbard on trumpet, Curtis Fuller on trombone and Art Blakey in the lead with his solid, imaginative drumming. I think it was one of the strongest units in jazz history. I had never heard such amazing music, and I was hooked.

A year ago in Boston I had dinner with the Panamanian jazz pianist Danilo Pérez, and when I told him this story, he pulled out his cellphone and asked me, “Would you like to talk to Wayne, Haruki?” “Of course,” I said, practically at a loss for words. He called Wayne Shorter in Florida and handed me the phone. Basically what I said to him was that I had never heard such amazing music before or since. Life is so strange, you never know what’s going to happen. Here I was, 42 years later, writing novels, living in Boston and talking to Wayne Shorter on a cellphone. I never could have imagined it.

When I turned 29, all of a sudden out of nowhere I got this feeling that I wanted to write a novel — that I could do it. I couldn’t write anything that measured up to Dostoyevsky or Balzac, of course, but I told myself it didn’t matter. I didn’t have to become a literary giant. Still, I had no idea how to go about writing a novel or what to write about. I had absolutely no experience, after all, and no ready-made style at my disposal. I didn’t know anyone who could teach me how to do it, or even friends I could talk with about literature. My only thought at that point was how wonderful it would be if I could write like playing an instrument.
I had practiced the piano as a kid, and I could read enough music to pick out a simple melody, but I didn’t have the kind of technique it takes to become a professional musician. Inside my head, though, I did often feel as though something like my own music was swirling around in a rich, strong surge. I wondered if it might be possible for me to transfer that music into writing. That was how my style got started.

Whether in music or in fiction, the most basic thing is rhythm. Your style needs to have good, natural, steady rhythm, or people won’t keep reading your work. I learned the importance of rhythm from music — and mainly from jazz. Next comes melody — which, in literature, means the appropriate arrangement of the words to match the rhythm. If the way the words fit the rhythm is smooth and beautiful, you can’t ask for anything more. Next is harmony — the internal mental sounds that support the words. Then comes the part I like best: free improvisation. Through some special channel, the story comes welling out freely from inside. All I have to do is get into the flow. Finally comes what may be the most important thing: that high you experience upon completing a work — upon ending your “performance” and feeling you have succeeded in reaching a place that is new and meaningful. And if all goes well, you get to share that sense of elevation with your readers (your audience). That is a marvelous culmination that can be achieved in no other way.
Practically everything I know about writing, then, I learned from music. It may sound paradoxical to say so, but if I had not been so obsessed with music, I might not have become a novelist. Even now, almost 30 years later, I continue to learn a great deal about writing from good music. My style is as deeply influenced by Charlie Parker’s repeated freewheeling riffs, say, as by F. Scott Fitzgerald’s elegantly flowing prose. And I still take the quality of continual self-renewal in Miles Davis’s music as a literary model.

One of my all-time favorite jazz pianists is Thelonious Monk. Once, when someone asked him how he managed to get a certain special sound out of the piano, Monk pointed to the keyboard and said: “It can’t be any new note. When you look at the keyboard, all the notes are there already. But if you mean a note enough, it will sound different. You got to pick the notes you really mean!”
I often recall these words when I am writing, and I think to myself, “It’s true. There aren’t any new words. Our job is to give new meanings and special overtones to absolutely ordinary words.” I find the thought reassuring. It means that vast, unknown stretches still lie before us, fertile territories just waiting for us to cultivate them.

*
Haruki Murakami’s most recent book is a novel, “After Dark.” This essay was translated by Jay Rubin.

*







25.3.57

กุหลาบอังกฤษ โรซาลินด์ ตัวละครในโรเมโอแอนด์จูเลียตของเช็กสเปียร์ / English Rose Rosalind, who is she in Shakespere's Romeo and Juliet




English Rose "Rosalind" in my Bangkok Garden

ตุลาคมปีที่แล้ว หลังจากศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลอย่างจริงจังมาหลายเดือน
ตกลงใจสั่งกุหลาบอังกฤษส่งทางไปรษณีย์เป็นครั้งแรกมาแปดต้น สี่สายพันธุ์
มี ชารีฟา อัสมา, โรซาลินด์, เฮอริเทจ และ แคลร์ ออสติน
สองพันธุ์หลังเมื่อดอกบานก็พบว่าไม่ได้ของตามที่สั่ง
เฮอริเทจคือ จูบิลี เซเลเบรชั่น
ส่วน แคลร์ ออสติน คือ วินเดอร์เมียร์

"ชารีฟา อัสมา" สั่งมาห้าต้น หวังให้ระเบียงนั่งหอมกรุ่นกลิ่นกุหลาบเจ้าหญิง
ไม่ผิดหวังเลย กลิ่นหอมจากเธอโอบล้อมเราไว้ตลอดวัน

"โรซาลินด์" อ่านมาว่ากลิ่นหอมเหมือนผลไม้ของเธออยู่ในระดับกลาง จึงสั่งมาเพียงต้นเดียว
แต่ไม่จริงเลยสำหรับโรซาลินด์ เธอที่มาถึงหอม กลิ่นที่ได้สดชื่นเหมือนกลิ่นของวันใหม่ยามเช้าตรู่ 
วันใหม่ในสวน



กุหลาบแรกแย้ม โรซาลินด์แสนสวย / Fair Rosalind


กุหลาบบางสายพันธุ์กลิ่นหอมแรง ได้กลิ่นหอมแม้ไม่ต้องดอมดม 
บางสายพันธุ์ต้องชื่นชมใกล้ ๆ ให้ต้องก้มลงไปดมหอม




จากแรกแย้มค่อยคลี่บาน


โรซาลินด์ไม่ใช่กุหลาบกลีบบาง กลีบมีรอยย่น ปลายกลีบมีรอยหยัก
ดอกดก ทนแดดแรง  
ใช้เป็นกุหลาบตัดดอกปักแจกันและไว้มัดช่อดอกไม้สำหรับเจ้าสาว
เธอเป็นดอกไม้แห่งความสดชื่นจริง ๆ
ออกดอกหลายรุ่นตั้งแต่ได้มา
จนวันนี้


กลีบนอกบานออกมาล้อมกลีบดอกแน่นเป็นถ้วยที่ตรงกลาง

มีนาคม ฤดูร้อนมาถึงแล้ว โรซาลินด์ยังออกช่อ
ลักษณาการเบ่งบานของเธอ
เมื่อกลีบนอกเผยอกลีบ ไม่ผิดชายกระโปรงเจ้าสาว สะบัดพริ้วในฟลอร์เต้นรำ
ซึ่งอาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่โรซาลินด์ถูกใช้เป็นช่อดอกไม้เจ้าสาว



กลีบดอกแน่นจนกิ่งโน้ม สวยหวานกลีบนอกบานมีจีบมีหยัก

กลีบแน่นซ้อนหลายชั้นเหมือนกระโปรงเจ้าสาว
ชั้นนอกบางเบา ปลิวยามหญิงผู้สวมใส่เคลื่อนไหว


หน้าหนาวที่ผ่านไป ออกดอกจนนับไม่ถ้วน

โรซาลินด์ที่บ้านไม่เคยออกดอกเดี่ยว ๆ
เธอมาพร้อมพี่น้องผองเพื่อน
เหมือนเจ้าสาวต้องมีเพื่อนเจ้าสาว


ออกดอกหลายรุ่น ไม่เคยออกมาเป็นดอกเดี่ยว ๆ ทั้งที่เป็นกุหลาบตัดดอก

โรซาลินด์ โรซาลินด์ ชื่อนี้เป็นของใคร
ค้นคว้าหาอ่านเพราะหลงใหล ไม่ใช่เพียงอยากรู้

พบข้อมูลที่น่าทึ่ง !


โรซาลินด์แสนสวยไม่เคยโดดเดี่ยว ดอกบานไล่ตามกันมา

โรซาลินด์ หญิงสาวที่มีแต่ชื่อในบทละคร "โรเมโอแอนด์จูเลียต"
เป็นหญิงสาวที่ไม่มีใบหน้าหรือรูปลักษณ์ ไม่มีบทพูดของเธอบนเวที
มีแต่บทที่พูดถึงเธอ
หญิงสาวที่โรเมโอหลงรักจนถึงกับเสี่ยงชีวิตลอบไปงานเลี้ยงอาหารค่ำของตระกูลศัตรู
หวังได้พบเห็นเธอ
จึงเจอจูเลียตและตกหลุมรักในพริบตา


กุหลาบมัดช่อดอกไม้เจ้าสาว กลิ่นหวานหอมสดชื่่น

มีการพูดคุยวิเคราะห์ตัวละคร โรซาลินด์
ส่วนตัวแล้วเห็นว่า
เช็กสเปียร์ใช้โรซาลินด์และความรักหลงใหลคลั่งไคล้ที่โรเมโอมีต่อเธอเป็นเหตุผลักดัน
ให้เขาลอบไปงานเลี้ยงของพวกคาปูเลตต์ที่เป็นศัตรู จนเจอจูเลียตหญิงสาวในตระกูลนั้น

สร้างเรื่องราวความรักที่นำไปสู่โศกนาฎกรรม


โรซาลินด์หลายดอกบานทุกดอก

ในบทพูดของจูเลียต "กุหลาบ ไม่ว่าเรียกนามใดยังคงหอมหวาน"

เช่นเดียวกับความรัก

ความรักก่อเกิดคนรัก
นามธรรมจึงสำคัญกว่ารูปธรรม

โรซาลินด์พี่น้องแสนสวย

ในวงสนทนาที่ได้ไปอ่านมา บางคนว่า "จะเป็นจะตายเพราะโรซาลินด์ ไม่ทันไรตกหลุมรักจูเลียตแล้ว" 
อีกคนว่า "จูเลียตทดแทนความขาดที่โรเมโอไม่ได้รับจากโรซาลินด์"
บางคนก็ว่า "เช็กสเปียร์ต้องการตีแผ่ความรักต่างแบบของชายผ่านโรเมโอ"
บางคนเห็นว่า "เช็กสเปียร์เล่าเรื่องความรักวัยรุ่นที่หวั่นไหวง่ายและรุนแรง"
บางคนสรุปสั้น ๆ ว่า "จูเลียตตายเพราะความรัก แต่โรซาลินด์ไม่"

บางคนถึงกับเขียนบทให้โรซาลินด์ได้ปรากฏตัวในละครและภาพยนต์


โรซาลินด์แสนสวยของฉัน / My fair Rosalind


ค้นคว้าจนพบบทกวีที่เอ่ยอ้างถึงโรซาลินด์ ในบทละคร โรเมโอแอนด์จูเลียต

(บทกวีแปล)

องค์แรกฉากแรก โรเมโอพูดถึงโรซาลินด์กับเบนโลวิโอ


"ด้วยการยิงนั้นพลั้งพลาด มิอาจโดนเธอ
ด้วยศรของคิวปิด เธอมีไหวพริบแห่งเทพไดแอน*
บทพิสูจน์กระจ่างชัด ความพิสุทธิ์พร้อมเกราะป้อง
เธอจึงปลอดภัยจากลูกธนูของเทพเด็กน้อยผู้อ่อนแอ**
เธอจะไม่ตกอยู่ในโอบอ้อมของความรัก
หรือเผชิญกับดวงตาที่จู่โจม

..... ..... .....

เธอผู้รุ่มรวยความงาม กระนั้นจนยาก
ด้วยเมื่อเธอตาย
ความงามนั้น จะตายไปกับเธอ

..... ..... .....

ข้า ไม่ผิดคนตาย มีชีวิตอยู่เพื่อเล่าเรื่องราว

.....


Romeo & Juliet


Act 1 Scene 1
Romeo tells Benlovio about Rosalind

ROMEO
Well, in that hit you miss: she'll not be hit
With Cupid's arrow; she hath Dian's wit;
And, in strong proof of chastity well arm'd,
From love's weak childish bow she lives unharm'd.
She will not stay the siege of loving terms,
Nor bide the encounter of assailing eyes,

.......

O, she is rich in beauty, only poor,
That when she dies with beauty dies her store.

 
.......


Do I live dead that live to tell it now. 


*
หมายเหตุ

*เทพไดแอน ย่อจากเทพไดแอนน่าผู้ครองพรหมจรรย์
**เทพเด็กน้อยผู้อ่อนแอ หมายถึงคิวปิด เทพแห่งความรัก