Home Photo

Home Photo
Happy New Year 2019

สวัสดีปีใหม่ค่ะ
กว่าจะมาสวัสดีได้ก็ผ่านไปถึง 15 วันแล้ว
เวลาผ่านไปรวดเร็วเหลือเกิน
แต่เราก็ยังมีอีก 11 เดือนครึ่งที่เหลืออยู่ให้ได้ทำอะไร ๆอย่างที่ใจปรารถนา
ขอส่งความรู้สึกดี ๆ ส่งแรงกายและแรงใจ และความเบิกบานเป็นสุขถึงเพื่อนอ่านทุกคนค่ะ

ลงภาพวาดหมายเลข 5 ซึ่งเป็นภาพเล็กหรือภาพลองวาดในกระทู้ "บทกวีบนแคนวาส"แล้วนะคะ

จัสมิน
15 มกราคม 2562


9.12.55

แดนฝันอันแสนไกล (นวนิยาย) / The Far Pavilions (Novel)

The Far Pavilions เรื่องเล่าโดยย่อ
นวนิยายรักภายใต้ขนมธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมที่ส่งผลต่อชีวิตผู้คนในอินเดีย
ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างผู้ถูกปกครองและผู้ปกครอง
ช่วงอินเดียเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ
จนเกิดการปฏิวัติเพื่อเอกราช
โดย เอ็ม.เอ็ม.เคย์ เด็กหญิงชาวอังกฤษที่เติบโตและใช้ชีวิตที่อินเดียจนหลังช่วงต้นของชีวิตแต่งงาน
หนังสือเล่มนี้ทำเงินให้อินเดียอย่างมหาศาลจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว



เรื่องย่อ

สามีภรรยานักพฤกศาสตร์ชาวอังกฤษเดินทางไปทั่วอินเดียเพื่อศึกษาค้นคว้าบันทึกเกี่ยวกับพันธุ์ไม้
ภรรยาคลอดลูกติดเชื้อแล้วตาย ต่อมาสามีก็โดนอหิวาตกโรคคร่าชีวิตไปอีกคน
แอช หรือแอชตัน มาร์ตินลูกชายจึงกลายเป็นเด็กกำพร้า
ก่อนตายคนเป็นพ่อสั่งเสียซีต้า พี่เลี้ยงชาวฮินดูของแอชให้พาเขาไปหาญาติชาวอังกฤษ
เพื่อจะพบว่าพวกเขาถูกฆ่าตายทั้งหมด
ซีต้าจึงเลี้ยงแอชเหมือนลูกตัวเองและพยายามปกป้องเขาให้พ้นจากอันตราย

ซีต้าพาแอชมาที่อาณาจักรกุลโกฐ (Gulkote) เด็กชายแอชลืมเชื้อชาติอังกฤษของเขาแล้ว
ใช้ชื่อว่า อโศก เติบโตเช่นเด็กชายชาวอินเดียทั่วไป
แอชมีเพื่อนชื่อ ซาริน ลูกชายหัวหน้าคนเลี้ยงม้า
แอชในชื่ออโศกเป็นมหาดเล็กของพระยุพราชและได้เป็นเพื่อนกับอาจูลีเจ้าหญิงผู้ถูกทอดทิ้ง
(จำได้ว่าแม่ของเธอเป็นหญิงอังกฤษ สายเลือดจึงปนเปื้อน)

แอชหรืออโศกพบว่ามีการวางแผนลอบปลงพระชนม์พระยุพราช
ตัวเขาเองก็จะถูกฆ่าด้วย จึงต้องหลบหนีไปกับซีต้าด้วยความช่วยเหลือของเพื่อนมิตรในวัง
เขาสัญญากับเจ้าหญิงว่าจะกลับมาหาเธอ
ระหว่างหลบหนี ซีต้าผู้เจ็บป่วยเปิดเผยความจริงก่อนตาย
แอชได้รับจดหมายและเงินที่พ่อทิ้งไว้ให้

แอชหลบหนีจนไปถึงหน่วยทหารตามที่ซีต้าบอกไว้
ทุกคนจำเรื่องราวได้ เขาเข้าพบผู้มีอำนาจและถูกส่งตัวเดินทางไปศึกษาในประเทศอังกฤษ
แอชได้รับการฝึกฝนให้เป็นทหาร กลายเป็นคนอังกฤษเต็มตัว

เขากลับอินเดียเมื่ออายุสิบเก้า คุมกองร้อยโดยมีซารินเพื่อนเก่าเป็นแนวหน้า
แอชถูกฉีกทึ้งระหว่างความเป็นนายชาวอังกฤษ
กับความเป็นอินเดียในวัยเด็กในนามอโศก

หลังจากไปทำหน้าที่ในอัฟกานิสถาน
แอชได้รับมอบหมายให้ไปดูแลรักษาความปลอดภัยในงานอภิเษกสมรสที่การิดโกฐ (Kalidkote)
ซึ่งก็คือการรวมตัวของกุลโกฐที่เขาใช้ชีวิตในวัยเด็กกับแคว้นเพื่อนบ้าน
เจ้าหญิงทั้งสองที่จะเข้าพิธีคือ อาจูลีกับพี่สาวของเธอ
แอชได้พบเจ้าหญิงอีกครั้งและตกหลุมรักเธอ
เขาเปิดเผยว่าที่แท้แล้วเขาคืออโศก
แต่ไม่อาจเปิดเผยความรักที่มีต่อเธอได้เพราะเธอเป็นคู่หมั้นของชายอื่น
ทั้งสองต่อกันไม่ติด ความแปลกเปลี่ยนเข้ามาขวางกั้นคนทั้งสอง
อีกครั้งที่แอชสืบรู้ว่ามีการวางแผนฆ่าโจห์ลีเจ้าชายองค์เล็ก
ในขณะเดียวกัน เขาถูกกดดันบีบคั้นด้วยความรักที่มีต่ออาจูลี

จนกระทั่งทั้งสองไปติดอยู่ในพายุ เขาจึงได้บอกรักเธอและชวนให้หนีไปด้วยกัน
อาจูลีก็บอกว่ารักเขาแต่ไม่อาจละทิ้งหน้าที่ที่มีต่อพี่สาว
และภาระสำคัญที่จะต้องเชื่อมสองอาณาจักรเข้าด้วยกัน
แอชต้องทนเห็นเธอเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับราชาแห่งบิธอร์
ก่อนลาจาก

สองปีต่อมา แอชทราบข่าวว่าราชาพระสวามีอาจูลีสิ้นพระชนม์
และเธอจะต้องตายตามสามีด้วยการกระโดดเข้ากองไฟ หรือไม่ก็ถูกเผาทั้งเป็น

แอชกับพรรคพวกได้ช่วยอาจูลี่จากพิธีสตี
แต่คนที่ติดตามไปช่วยถูกฆ่าตายเกือบหมด
แอชยืนยันที่จะแต่งงานกับหญิงที่เขารัก ทุกคนรวมทั้งอาจูลีพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า
เป็นเรื่องไม่จำเป็นและขัดต่อกฏของพระผู้เป็นเจ้า

แอชถูกส่งตัวไปเป็นสายลับในอัฟกานิสถาน
อังกฤษต้องการแผ่ขยายอาณาเขตครอบครองไปที่นั่น

หลังการลุกฮือในคาบูล เมืองหลวงของอัฟกานิสถาน
แอชกับอาจูลีก็ออกเดินทางแสวงหาแดนสวรรค์ของพวกเขาที่เทือกเขาหิมาลัย
ที่โล่งกว้างไร้ขอบเขต ปราศจากอคติ
ที่ซึ่งเขาทั้งสองจะมีชีวิตอยู่อย่างสงบสุข


*




7.12.55

เมื่อฉันถ่ายรูปคนแปลกหน้า / When I took pictures of a stranger, Delhi India

เหตุเกิดขึ้นเพราะหนังสือเล่มนี้


เอ็ม.เอ็ม. เคย์ เป็นนักเขียนหญิงชาวอังกฤษที่เกิด เติบโต และใช้ช่วงต้นของชีวิตแต่งงานอยู่ในอินเดีย
ช่วง บริทิช ราช (British Raj) ตอนอินเดียเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ
ฉันสนใจประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ของประเทศเก่าแก่ที่มีความขัดแย้ง
ขนบธรรมเนียม ประเพณี สถานภาพและสถานการณ์ที่ส่งผลต่อชีวิตผู้คน
โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นในประเทศที่เป็นเมืองขึ้น
วิธีง่ายที่สุดที่จะได้เรียนรู้อย่างเพลิดเพลินก็ด้วยการอ่านนวนิยายดี ๆ
ที่มีฉากหลังและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

เอ็ม.เอ็ม.เคย์รักประเทศนั้น เธอรู้เรื่องราวและปมปัญหาอย่างลึกซึ้ง
หนังสือเล่มนี้รับจากมือของท่านผู้ใหญ่ชาวอินเดีย ดร.อิดรัค บัตตี้

ท่านและภรรยาสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยในนิวเดลลี ใช้ชีวิตสมถะมาก
บ้านของท่านเต็มไปด้วยหนังสือ
มีหนังสืออยู่ในตู้ บนหิ้ง บนโต๊ะ บนพื้น ที่บันได
มีหนังสืออยู่ทุกที่ เวลาเดินก็ต้องหลบ ๆ หลีก ๆ หนังสือ
เวลาจะนั่งก็ต้องเลื่อนหนังสือออกไปหน่อยก่อนนั่งลงตัวลีบ
ท่านจบจากออกซ์ฟอร์ด และภรรยาของท่านจบจากซอร์บอนน์
ท่านรับทำบางโครงการพิเศษกับยูเอ็นเมื่อจำเป็น
ท่านอยู่ในวรรณะกษัตริย์
แต่ก็บอกทันทีว่าอย่าตื่นเต้นเลย กษัตริย์แต่ละพระองค์ต่างมีพระชายาหลายองค์
ลูกหลานย่อมมากเป็นธรรมดา
 วันที่ไปบ้านท่านครั้งแรก ภรรยาผู้ใจดีสวมสาหรี่ที่มีรอยกร่อนบางจนเป็นรู
ทั้งสองไม่สนใจเปลือกนอก
ท่านทั้งสองโดดเด่นเป็นตัวเองอย่างสูง พบแล้วก็ประทับใจไม่ลืมเลือน
ฉันได้หนังสือหลายเล่มจากท่าน และยังได้พบเจอเวลาท่านเดินทางมาเมืองไทยอีกหลายครั้งหลายหน

หนังสือเล่มนี้เนื้อเรื่องเข้มข้น เต็มไปด้วยความขัดแย้งทั้งเรื่องเชื้อชาติ วรรณะ สถานะ วัฒนธรรมที่ส่งผลต่อตัวละคร
เรื่องราวเกิดขึ้นในช่วงปฎิวัติเพื่ออิสรภาพของอินเดีย

ในหนังสือกล่าวถึงการต่อสู้ที่เกิดขึ้นที่ป้อมแดง (Red Fort) ระหว่างทหารอังกฤษกับอินเดีย
.ตัวหนังสือเขียนไว้ว่า
"ที่บันไดในป้อมแดงแห่งนี้ เลือดของคนอังกฤษและอินเดียไหลรวมกันลงมาเป็นสาย"

บอกตนเองว่า จะต้องไปเรดฟอร์ทให้ได้
จะไปดู จะไปให้ถึงบันไดนั้น

แล้วก็ได้ไป

เรด ฟอร์ท สร้างโดยกษัตริย์โมกุล




เราใช้เวลาอยู่ที่นั่นไม่น้อย เราไปถึงบันไดนั้น มันเป็นบันไดแคบ ๆ และโค้ง
ฉันยืนมองแล้วนึกถึงสายเลือดที่ไหลลงมา
ไม่อาจแยกเชื้อชาติ
รวมเป็นหนึ่งเดียวกันด้วยความตาย

เวลานั้น ไม่ได้คิดถึงเจ้าหญิงที่เป็นนางเอกของเรื่องเลยแม้แต่น้อย
แต่ตอนกลับ สายตาที่ไม่หยุดนิ่งเพราะมีอะไร ๆ ให้ดู ให้จำมากมาย
ก็พบบางคน

บางคนที่เตือนให้นึกถึงเจ้าหญิง

เธอปรากฏตัวที่ตรงนี้เลยค่ะ


หญิงสาวบอบบางคนนั้นสวมใส่สาหรี่สีเขียวมรกตปักลายทอง 
มีผ้าคลุมที่เธอจับไว้ให้ปิดหน้าเกือบมิด ที่นั่นลมแรงมาก
ฉันอยู่ไกลออกไปมาก  สนามหญ้ากว้างเขียวหนากั้นขวางเราไว้
ไม่สามารถเห็นใบหน้าส่วนที่พ้นผ้าคลุมได้
สิ่งที่ทำให้เหลือบเห็นเธอก็เป็นแสงแวบวิบไหวจากสาหรี่ในแดดจ้ายามบ่าย

ข้างหน้าเธอมีชายตัวดำ ๆ ส่วนล่างพันไว้ด้วยผ้าป่านขาวเหมือนโจงกระเบน ส่วนบนสวมเสื้อสีเดียวกัน
มีด้วยกันสามคน สองคนเดินน้ำหน้าและอีกคนตามหลัง
ข้าง ๆ เธอมีหญิงอินเดียอ้วน ๆ วัยชราสองคนประกบ
ยิ่งทำให้งงงวยและได้สติในเวลาเดียวกัน
จะต้องถ่ายภาพเธอไว้ให้ได้ กล้องของเรามีซูมที่ทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้เป็นไปได้
บนทางยาวนั้น เธอรู้ดีว่ากำลังถูกจับจ้อง เรากำลังจะถ่ายภาพเธอ 
เธอปล่อยนิ้วที่คีบผ้าคลุมหน้าไว้ เห็นใบหน้ากันเต็มตาแม้จะไกล
เลนส์เห็นได้ดีกว่า
สองหญิงชราโวยวาย เธอใช้นิ้วคีบผ้าไว้ดังเดิม
แล้วเธอก็ปล่อยอีก เราถ่ายภาพเธอไว้เป็นชุด
เรากำลังเล่นกัน ฉันและเธอ เรารู้กัน

 บางที เราอาจอ่านหนังสือเล่มเดียวกัน และมาถึงเรด ฟอร์ทในวันและเวลาเดียวกัน
หญิงชราเห็นเราแล้ว สองนางตะโกนร้องบอกผู้ติดตาม พวกเขาออกวิ่งไล่
ยังดีที่ไกลกัน
 หันไปดูไม่รู้พวกนั้นคว้าไม้ท่อนเบ้อเริ่มมาจากไหน
คงจะตีหนุ่มคนที่ให้ช่วยถ่ายภาพ
เราวิ่งไปโผล่ที่ถนนคนเดินที่นักท่องเที่ยวมาช็อปปิ้งกัน 
มีร้านขายของสองข้างทาง ผู้คนพลุกพล่าน
โชคดี
เราหันไปมอง พวกที่วิ่งตามถอดใจและคงเพราะเป็นห่วงเจ้าหญิง(ของฉัน)ด้วย
พ้นอันตราย เหนื่อยแทบตาย เราหัวเราะกันจนตัวงอ 
ก่อนกลับไปพบกับ
ความเสียใจ

ดร.อิดรัคบอกเราว่า แสงวับแวบที่สะดุดตาฉันเป็นกระจกที่ปักลงบนผ้าสาหรี่
รวมทั้งผ้าคลุมหน้าปิดมิดชิดบ่งบอกว่าเธอเป็นมุสลิม
พวกเขาเชื่อว่า การถ่ายรูปคือการเอาดวงวิญญาณไป
คนที่โดนถ่ายรูปจะมีอันเป็นไป
โบสถ์ของศาสนานี้จึงตกแต่งด้วยลวดลายเรขาคณิต
ไม่ใช่ภาพคนหรือสัตว์

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ทำให้หยุดถ่ายภาพคนแปลกหน้า
เพราะทำครั้งแรกก็เป็นเรื่องใหญ่โตจนลืมไม่ลง

แต่ตอนวิ่งหนึไปบนถนนคนเดิน เหมือนกับวิ่งอยู่ในหนังเลย
อันนี้ก็จำได้ไม่ลืม

ตั้งใจจะถ่ายภาพคนแปลกหน้าบนถนนอีกครั้ง
ประสบการณ์ครั้งใหม่นี้อาจเปลี่ยนไป
 ในทางที่ดี





4.12.55

ติด / Locked in or Locked Out




เขาเดินเข้าไปในความอึกทึก เพื่อความอึกทึกที่ยิ่งกว่า
เพื่อจะพบว่าความอึกทึกที่แสวงหา
ไม่ได้เติมเต็มความเงียบ

เธอเดินเข้าไปในความเงียบ เพื่อความเงียบที่ยิ่งกว่า
เพื่อจะพบว่า ความเงียบที่ปรารถนา
ไม่ได้ลดทอนความอึกทึก

เขาและเธออาจสลับที่กัน
ทั้งสองแสวงหาสิ่งตรงกันข้าม
ทั้งสองต้องผิดหวัง

*

การติดอยู่ข้างนอกโดยไม่อาจเข้าไปข้างใน
หรือ
การติดอยู่ข้างในโดยไม่อาจออกไปข้างนอก
อะไรจะแย่ยิ่งกว่ากัน

"การติดอยู่ข้างในนั้นแย่กว่า" 
เวอร์จิเนีย วูล์ฟ นักเขียนผู้แปลกแยกในยุคของเธอกล่าวไว้

ข้างนอกและข้างใน
ที่ใดเล่าจะปลดปล่อยให้พ้นจากความรู้สึกติดกับ


ฉันมอง ฉันเห็น ฉันพบเจอ
การออกไปจากสิ่งหนึ่งคือการเข้าไปในอีกสิ่งหนึ่ง
โลกเต็มไปด้วยกรงขังและขอบเขตจำกัด
คนรับเข้ามาเป็นของตนเอง ด้วยตนเอง


*

โอ เปล่า
ฉันไม่ได้เปิดประเด็นเรื่องการติดอยู่ข้างในหรือข้างนอกหรอก
ก็แค่ความคิดที่ผ่านเข้ามาเท่านั้น
อันที่จริง ถ้าจะเรียกว่าบทสนทนา
มันก็คงเป็นได้เพียงการพูดจาล่องลอยไร้ความหมาย
ของคนที่ไม่แน่ใจว่าตนเองติดอยู่ข้างในหรือข้างนอก
ดังนั้น ขออย่าได้ใส่ใจเลย
ปล่อยฉันให้ทำความเข้าใจกับมันด้วยตนเองเถิด


*